ดิอาร์ติสท์
Base Info
- Chapterบท Portrait of a Murder
- Difficulty
- Speed115%4.6 m/s
Perks
Feature
ฆาตกรที่ลาดตระเวนระยะไกล ปล่อยอีกาภัยพิบัติไปทั่วแผนที่เพื่อเผยตำแหน่งและโจมตีผู้รอดชีวิตได้
Perk ประจำตัวของเธอคือ อ้อมกอดของความกลัว, ตะขอหายนะ: เสียงประสานของความเจ็บปวด และคำสาป: รอยแก้จิตรกรรม ทำให้เธอสามารถขัดขวางความตั้งใจของผู้รอดชีวิต, ทรมานผู้รอดชีวิตที่ถูกแขวนตะขอ และใช้โทเท็มที่ถูกทำลายมาเป็นข้อได้เปรียบ
Perk ประจำตัวของเธอคือ อ้อมกอดของความกลัว, ตะขอหายนะ: เสียงประสานของความเจ็บปวด และคำสาป: รอยแก้จิตรกรรม ทำให้เธอสามารถขัดขวางความตั้งใจของผู้รอดชีวิต, ทรมานผู้รอดชีวิตที่ถูกแขวนตะขอ และใช้โทเท็มที่ถูกทำลายมาเป็นข้อได้เปรียบ
Skill
ปักษาทรมาน
จากต้นน้ำแห่งความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ก่อเกิดเป็นฝูงกาสีดำดุจน้ำหมึกที่ทั้งชั่วร้ายและมืดมน
กดปุ่มพลังค้างไว้เพื่อชาร์จปักษาทรมาน เมื่อชาร์จเต็มแล้วให้แตะปุ่มโจมตีเพื่อเรียกอีกาภัยพิบัติ คุณทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วด้วยการกดปุ่มพลังค้างไว้ต่อไปแล้วแตะปุ่มโจมตีอีกครั้ง
เมื่อมีอีกาภัยพิบัติถูกเรียกมาอย่างน้อยหนึ่งตัว มันจะอยู่เฉยๆ เป็นเวลาจำกัด การเรียกอีกาภัยพิบัติตัวใหม่มาจะขยายเวลาที่อีกาตัวก่อนหน้านี้อยู่เฉย
แตะปุ่มความสามารถเพื่อส่งให้อีกาบินไป
อีกาภัยพิบัติสามารถสร้างความเสียหายเป็นระยะสั้นๆ เมื่อบิน ฆาตกรรู้ถึงสิ่งนี้ได้จากเส้นทางบินของอีกาภัยพิบัติ
เมื่ออีกาภัยพิบัติบินเลยเส้นทางบินไปแล้วจะไม่สร้างความเสียหายอีก แต่คราวนี้จะสามารถผ่านสิ่งกีดขวางและใช้สัญชาตญาณฆาตกรเผยตำแหน่งรอดชีวิตที่อยู่ใกล้เคียงได้
ในเฟสนี้ อีกาภัยพิบัติจะสร้างฝูงขึ้นรุมผู้รอดชีวิตที่โดนพวกมันชน ทำให้ฆาตกรเห็นออร่าของฝูงที่รุมผู้รอดชีวิตอยู่ ผู้รอดชีวิตขจัดฝูงกาได้ด้วยการใช้ความสามารถขจัดให้เสร็จสิ้นหรือเข้าตู้ล็อกเกอร์ ในระหว่างนี้ ฆาตกรจะไม่เห็นออร่าของฝูงอีกแล้ว
ผู้รอดชีวิตที่ถูกรุมจะได้รับความเสียหายถ้าโดนอีกาตัวที่สองเข้า
กดปุ่มพลังค้างไว้เพื่อชาร์จปักษาทรมาน เมื่อชาร์จเต็มแล้วให้แตะปุ่มโจมตีเพื่อเรียกอีกาภัยพิบัติ คุณทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วด้วยการกดปุ่มพลังค้างไว้ต่อไปแล้วแตะปุ่มโจมตีอีกครั้ง
เมื่อมีอีกาภัยพิบัติถูกเรียกมาอย่างน้อยหนึ่งตัว มันจะอยู่เฉยๆ เป็นเวลาจำกัด การเรียกอีกาภัยพิบัติตัวใหม่มาจะขยายเวลาที่อีกาตัวก่อนหน้านี้อยู่เฉย
แตะปุ่มความสามารถเพื่อส่งให้อีกาบินไป
อีกาภัยพิบัติสามารถสร้างความเสียหายเป็นระยะสั้นๆ เมื่อบิน ฆาตกรรู้ถึงสิ่งนี้ได้จากเส้นทางบินของอีกาภัยพิบัติ
เมื่ออีกาภัยพิบัติบินเลยเส้นทางบินไปแล้วจะไม่สร้างความเสียหายอีก แต่คราวนี้จะสามารถผ่านสิ่งกีดขวางและใช้สัญชาตญาณฆาตกรเผยตำแหน่งรอดชีวิตที่อยู่ใกล้เคียงได้
ในเฟสนี้ อีกาภัยพิบัติจะสร้างฝูงขึ้นรุมผู้รอดชีวิตที่โดนพวกมันชน ทำให้ฆาตกรเห็นออร่าของฝูงที่รุมผู้รอดชีวิตอยู่ ผู้รอดชีวิตขจัดฝูงกาได้ด้วยการใช้ความสามารถขจัดให้เสร็จสิ้นหรือเข้าตู้ล็อกเกอร์ ในระหว่างนี้ ฆาตกรจะไม่เห็นออร่าของฝูงอีกแล้ว
ผู้รอดชีวิตที่ถูกรุมจะได้รับความเสียหายถ้าโดนอีกาตัวที่สองเข้า
Story
คาร์มินา มอรา เป็นศิลปินมีพรสวรรค์ผู้แบกเอาความรู้สึกผิดจากความตายของน้องชายเอาไว้ ระหว่างที่เติบโตมาในหมู่บ้านบนชายฝั่งตะปุ่มตะป่ำทางตอนใต้ของชิลี เธอก็วาดภาพทิวทัศน์ตระการตาของปาตาโกเนียไปด้วย เธอไปนั่งอยู่นอกบ้าน วาดภาพชายเฝ้าเว้าแหว่งพลางให้อาหารเหล่าอีกาที่อาศัยในรังบนต้นไม้ข้างบ้าน
เธอเติบโตมากับความรู้สึกผิดที่อยู่ๆ แม่ก็จากไป พ่อของคาร์มีนาโทษว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ทิ้ง นั่นยิ่งทำให้เธอทุกข์ระทมขึ้นไปอีก เธอกลายเป็นคนดูแลมาติอัสผู้เป็นน้องชาย ทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังเป็นเด็ก
หนึ่งปีต่อมา ขณะที่คาร์มินาวาดรูปอยู่ข้างนอกโดยมีมาติอัสอยู่ด้วย เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พ่อของเธอยังนั่งดื่มเบียร์ไม่สนใจอยู่ในสนาม คาร์มินารีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ที่บ้านและไม่กี่วินาทีต่อมาก็วางสายไป เมื่อกลับไปข้างนอก มาติอัสก็หายไปแล้ว เธอถามพ่อ แต่เขาไม่สนอะไรเรื่องมาติอัส เธอเรียกชื่อน้องชาย ตามหาเขาไปทั่ว ระหว่างที่ตามหา เธอก็เห็นเสื้อโค้ทสีแดงสดใสลอยอยู่ในลำธารแคบใกล้บ้าน มันคือเสื้อของมาติอัส เธอโดดลงไปในลำธารและผมเขาลอยบนผิวน้ำดวงตาเหม่อลอยไม่กะพริบ เขาตกลงไปและจมน้ำ
เธอกรีดร้องราวฟ้าจะถล่มลงมา พ่อของคาร์มินาพบเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ริมฝั่งธาร แขนเธอกระหวัดกอดร่างน้องชายไว้ รายล้อมด้วยฝูงกา พ่อกระชากร่างมาติอัสไปพ้นเธอ คาร์มินาร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง
เช้าวันต่อมา โลกทั้งใบปกคลุมด้วยความมืดมิด พ่อของเธอไม่พูดไม่จา เพราะว่าเขาไม่ต้องเอ่ยอะไร คาร์มินารู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของตัวเอง เวลาล่วงเลยไปหลายเดือน แต่ความสูญเสียของเธอยังคงสดใหม่ปานน้ำค้างยามเช้า เธอรังเกียจตัวเองจนง่อยเปลี้ยไม่อาจวาดรูปได้อีก ไม่มีมาติอัสแล้วชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
เช้าวันเกิดมาติอัสอันสิ้นหวัง คาร์มินาเดินไปยังสะพานแคบๆ ที่อยู่ห่างบ้านตัวเองไปหลายช่วง เธอเชื่อไปแล้วว่าอะไรก็ไม่อาจบรรเทาความทุกข์ให้ตัวเองได้ แม่เธอจากไปแล้ว น้องชายก็มาตายไปอีก และพ่อก็โทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ เธอเชื่อไปแล้วว่าตัวเองไม่มีอะไรให้ต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
คาร์มินาเดินไปยังราวสะพานเหนือสายน้ำเชี่ยวกราก แถวนั้นตั้งชื่อเล่นให้ที่นี่ว่าโดดมรณะ รถราขับผ่านคาร์มินาไปหลายคันแต่ไม่มีคันใดหยุด เหมือนจะไม่มีใครใส่ใจทั้งนั้น เธอปีนราวสะพาน ขาสั่นสะท้านยามยืนอยู่บนขอบสะพานด้านนอก เธอมองลงไปดูแม่น้ำเกรี้ยวกราดที่ฟาดร่างใส่หินก้อนยักษ์ เธอหลับตาลง แล้วเจอกันนะมาติอัส
ทันใดนั้น เสียงอีกาเซ็งแซ่ท่วมผืนฟ้า คาร์มินาลืมตาเห็นหมู่มวลเมฆขนนกสีดำบินถลามาหาเธอ เมฆนั่นแยกออกจากกันแล้วพลันอีกาสีดำวาวก็ดิ่งลงมาจากผืนฟ้า ตัวหนึ่งเกาะไหล่จ้องตาคาร์มินาเขม็งราวมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ เธอคลายมือที่เกาะราวสะพาน และเจ้ากานั่นก็ร้องเสียงแหบแห้งออกมา คาร์มินาจ้องมองมันอย่างสับสน
กาอีกตัวหนึ่งเกาะลงที่ราวสะพาน จากนั้นก็อีกตัว ไม่นาน ฝูงกาก็เกาะกันเต็มราวสะพาน พวกมันอยู่ไม่ห่างจากเธอ เธอรู้สึกได้ว่าโดนพวกมันจ้องมองอย่างแข็งกร้าว ครุ่นคิดและพิศวง ราวกำลังดูท่าที เธอมองลงเบื้องล่างเพียงแวบเดียวเสียงแหบแห้งก็แผดร้องขัดขวางแรงกระตุ้นอันมืดมิด พวกกาเหมือนจะใส่ใจสวัสดิภาพความเป็นไปของเธอ เมื่อสายลมพัดผมดำขลับยามห้อยตัวริมขอบสะพาน เธอก็รู้สึกสัมพันธ์กับพวกมันดุจญาติมิตรขึ้นมา นับแต่มาติอัสตายไป นี่เป็นครั้งแรกที่คาร์มินาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เธอกลับบ้าน ให้โอกาสชีวิตอีกครั้งหนึ่ง พวกกาจากไปแล้ว แต่คาร์มินาแอบคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอแล้วพวกมันจะกลับมาอีก
ความเจ็บปวดบันดาลใจให้คาร์มินาหยิบแปรงขึ้นมา หลายสัปดาห์ต่อจากนั้น เธอวาดภาพประสบการณ์ของตัวเอง ใช้หมึกสีดำแสดงถึงโดดมรณะที่มีเมฆขนนกสีดำ หรือก็คือฝูงกาที่ช่วยชีวิตเธอไว้ ประสบการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงและก่อเกิดเป็นงานศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ด้วยหมึกสีดำในแบบฉบับของเธอขึ้นมา
ผ่านไปหลายปี สีบางสีก็ทะลุความมืดมิดขึ้นมา และการเปลี่ยนสื่อนี้ก็ขยายขอบเขตรูปแบบงานศิลปะของเธอออกไป เธอวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ณ มุมถนนอันพลุกพล่าน ออกแบบเสื้อผ้าหรูหรา และอ่านบทกวีอย่างแข็งขัน งานศิลปะของคาร์มินาแสดงโศกนาฏกรรมอันเกี่ยวพันกับพื้นที่นั้นๆ อย่างลึกล้ำออกมาเป็นงานขนาดใหญ่จนใครก็ยากจะเพิกเฉยได้ และไม่ว่าเธอจะไปแสดงที่ไหน พวกกาก็ตามไปด้วย
งานของเธอโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ จนไปดึงดูดความสนใจของเหล่าศิลปินที่เห็นว่าสไตล์ของเธอช่างมีชีวิตชีวา เธอเริ่มใกล้ชิดกับกลุ่มนักวาดภาพที่เข้าใจวิสัยทัศน์อันแหวกขนบของเธอ การแสดงของเธอทำให้เกิดการเคลื่อนครั้งใหญ่ในวงการงานเซอร์เรียลลิสต์ และมันกลายเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว
ชื่อเสียงของเธอเติบโตจนเป็นที่สนใจของคณะกรรมการจากแว็กเลเบิลซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ คาร์มินาตรวจสอบคนกลุ่มนี้แล้วพบว่าพวกเขามอบงานศิลปะเป็นของขวัญเพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภาที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ และหลังจากนั้นพวกศิลปินที่ได้ค่านายหน้าจากแว็กก็เหมือนจะหายตัวไป
คาร์มินายอมรับค่านายหน้าของแว็กด้วยมุ่งมั่นจะเปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับคอร์รัปชันภาคการเมืองให้ได้ สัปดาห์ต่อมา คาร์มินาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดยักษ์บนอาคารเก็บโกศของสุสาน แสดงภาพโลโก้ของแว็กเป็นยมทูตแบบเหนือจริงกำลังเกี่ยวทุ่งของครอบครัวชาวชิลี ขณะวาดเธอสวมชุดหรูหราซึ่งเย็บบทกวีเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเมืองติดไว้
ผลงานชิ้นนั้นจุดประกายการถกเถียงเรื่องคอร์รัปชันขึ้นอย่างรุนแรง ภาพวาดอันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั่นทำให้คาร์มินาตกเป็นเป้า หลังจากถูกใครก็ไม่รู้ขู่ฆ่า เธอก็หนีไปหลบที่บ้านพ่อ และพาเพื่อนที่สนิทที่สุดไปด้วยเพื่อความปลอดภัย
คืนนั้น แก๊งมือปืนสวมหน้ากากพังบ้านเธอเข้าไป พวกเขาจัดการคาร์มินากับเพื่อนอย่างว่องไว จับทั้งสองโยนขึ้นรถตู้แล้วขับออกไป
เช้าวันต่อมา สายลมแห้งผากพัดทรายใส่หน้าคาร์มินาจนตื่น เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งกลางทะเลทราย ขาถูกมัดไว้และมือก็ถูกใส่กุญแจมือ เพื่อนของเธอถูกมัดนอนอยู่บนพื้น เงาหนึ่งทาบทับลงบนใบหน้าของเธอ คาร์มินาเงยหน้าขึ้น
ชายคนหนึ่งในเสื้อคลุมยาวที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ฮู้ดมืดมิดกำลังเดินมาหาเธอ เขาดึงมีดสีเงินยวงออกมาจากเสื้อ
เขาจับมือเธอไว้แล้วร้องเพลงสวดในภาษาที่ไม่คุ้นเคย คาร์มินาจ้องตอบไม่วางตา เขาหยุดแล้วสับมีดลงอย่างแรง
เธอร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเพื่อนได้สติมาพบภาพอันน่าสยดสยองที่มือของคาร์มินาร่วงไปอยู่บนผืนทราย ตามด้วยกุญแจมือที่ร่วงลงไปในเลือดที่กองเป็นแอ่ง
ชายสวมฮู้ดยิ้มอย่างพึงพอใจ จะระบายสียังไงล่ะทีนี้? คาร์มินากรีดร้องสบถด่าใส่เขา ดิ้นรนไปมาสู้พันธนาการที่ขา
ชายคนนั้นจับคางของคาร์มินา เธอถุยน้ำลายใส่หน้าเขา
เขาทำเสียงฮึดฮัดพลางงัดปากเธออ้าแล้วดึงลิ้นออกมา คาร์มินาดิ้นรนสู้แรงเขา เขาสับลิ้นคาร์มินาเต็มแรง
เธอร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ชายคนนั้นถูมีดกับเสื้อคลุม ทิ้งรอยเลือดไว้ จะอ่านบทกวียังไงล่ะทีนี้?
ความเสียใจอุกอั่งขึ้นในอกคาร์มินา มันเสียดแทงยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก เมื่อความเดือดดาลอันควบคุมไม่ได้ถาโถมเข้ามา ความอาลัยและความสูญเสียก็ครอบครองสติเธอ เธอเสียน้องชายไป แล้วก็ต้องมาเสียหนทางเดียวในการรับมือความเจ็บปวดนั้นไปอีก คาร์มินากรีดร้องแบบเดียวกับวันที่น้องชายของเธอตาย
เสียงร้องแหบแห้งก้องสะท้อนทั่วแดนรกร้าง ท้องฟ้าพลันมืดมัวด้วยพายุเมฆสีมืดมิด ขนนกสีดำร่วงหล่นลงมาบนมือที่เลือดไหลนองของคาร์มินา เธอเงยหน้าขึ้นมองเห็นฝูงอีกาเป็นสายไหลทะลักออกมาจากหมู่เมฆ บินดิ่งใส่ชายสวมฮู้ด
ขณะเหล่าอีกาที่ตะกละตะกลามจิกทึ้งเนื้อของเขาอย่างไร้ปรานี คาร์มินาก็เผยยิ้มมองงานศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ของตัวเองที่เป็นจริงขึ้นมา
แต่แล้ว เมื่อเห็นฝูงกามุ่งไปยังเป้าหมายถัดไปใจเธอก็วูบวาบด้วยความเดือดดาล เพราะที่อยู่บนพื้นนั่นคือเพื่อนของเธอ เธอกรีดร้องเมื่อคลื่นความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด และความตระหนกกลัวถาโถมท่วมทับ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ฝูงอีกาที่ตะกละตะกลามนั้นไม่อาจควบคุมได้
ความมืดครอบงำดวงตาคาร์มินายามเพื่อนของเธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดรุนแรงขึ้น ความตายเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มันเป็นความผิดของเธอเอง
หมอกสีดำลึกล้ำห้อมล้อมเธอ
เธอเติบโตมากับความรู้สึกผิดที่อยู่ๆ แม่ก็จากไป พ่อของคาร์มีนาโทษว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ทิ้ง นั่นยิ่งทำให้เธอทุกข์ระทมขึ้นไปอีก เธอกลายเป็นคนดูแลมาติอัสผู้เป็นน้องชาย ทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังเป็นเด็ก
หนึ่งปีต่อมา ขณะที่คาร์มินาวาดรูปอยู่ข้างนอกโดยมีมาติอัสอยู่ด้วย เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พ่อของเธอยังนั่งดื่มเบียร์ไม่สนใจอยู่ในสนาม คาร์มินารีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ที่บ้านและไม่กี่วินาทีต่อมาก็วางสายไป เมื่อกลับไปข้างนอก มาติอัสก็หายไปแล้ว เธอถามพ่อ แต่เขาไม่สนอะไรเรื่องมาติอัส เธอเรียกชื่อน้องชาย ตามหาเขาไปทั่ว ระหว่างที่ตามหา เธอก็เห็นเสื้อโค้ทสีแดงสดใสลอยอยู่ในลำธารแคบใกล้บ้าน มันคือเสื้อของมาติอัส เธอโดดลงไปในลำธารและผมเขาลอยบนผิวน้ำดวงตาเหม่อลอยไม่กะพริบ เขาตกลงไปและจมน้ำ
เธอกรีดร้องราวฟ้าจะถล่มลงมา พ่อของคาร์มินาพบเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ริมฝั่งธาร แขนเธอกระหวัดกอดร่างน้องชายไว้ รายล้อมด้วยฝูงกา พ่อกระชากร่างมาติอัสไปพ้นเธอ คาร์มินาร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง
เช้าวันต่อมา โลกทั้งใบปกคลุมด้วยความมืดมิด พ่อของเธอไม่พูดไม่จา เพราะว่าเขาไม่ต้องเอ่ยอะไร คาร์มินารู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของตัวเอง เวลาล่วงเลยไปหลายเดือน แต่ความสูญเสียของเธอยังคงสดใหม่ปานน้ำค้างยามเช้า เธอรังเกียจตัวเองจนง่อยเปลี้ยไม่อาจวาดรูปได้อีก ไม่มีมาติอัสแล้วชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
เช้าวันเกิดมาติอัสอันสิ้นหวัง คาร์มินาเดินไปยังสะพานแคบๆ ที่อยู่ห่างบ้านตัวเองไปหลายช่วง เธอเชื่อไปแล้วว่าอะไรก็ไม่อาจบรรเทาความทุกข์ให้ตัวเองได้ แม่เธอจากไปแล้ว น้องชายก็มาตายไปอีก และพ่อก็โทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ เธอเชื่อไปแล้วว่าตัวเองไม่มีอะไรให้ต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
คาร์มินาเดินไปยังราวสะพานเหนือสายน้ำเชี่ยวกราก แถวนั้นตั้งชื่อเล่นให้ที่นี่ว่าโดดมรณะ รถราขับผ่านคาร์มินาไปหลายคันแต่ไม่มีคันใดหยุด เหมือนจะไม่มีใครใส่ใจทั้งนั้น เธอปีนราวสะพาน ขาสั่นสะท้านยามยืนอยู่บนขอบสะพานด้านนอก เธอมองลงไปดูแม่น้ำเกรี้ยวกราดที่ฟาดร่างใส่หินก้อนยักษ์ เธอหลับตาลง แล้วเจอกันนะมาติอัส
ทันใดนั้น เสียงอีกาเซ็งแซ่ท่วมผืนฟ้า คาร์มินาลืมตาเห็นหมู่มวลเมฆขนนกสีดำบินถลามาหาเธอ เมฆนั่นแยกออกจากกันแล้วพลันอีกาสีดำวาวก็ดิ่งลงมาจากผืนฟ้า ตัวหนึ่งเกาะไหล่จ้องตาคาร์มินาเขม็งราวมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ เธอคลายมือที่เกาะราวสะพาน และเจ้ากานั่นก็ร้องเสียงแหบแห้งออกมา คาร์มินาจ้องมองมันอย่างสับสน
กาอีกตัวหนึ่งเกาะลงที่ราวสะพาน จากนั้นก็อีกตัว ไม่นาน ฝูงกาก็เกาะกันเต็มราวสะพาน พวกมันอยู่ไม่ห่างจากเธอ เธอรู้สึกได้ว่าโดนพวกมันจ้องมองอย่างแข็งกร้าว ครุ่นคิดและพิศวง ราวกำลังดูท่าที เธอมองลงเบื้องล่างเพียงแวบเดียวเสียงแหบแห้งก็แผดร้องขัดขวางแรงกระตุ้นอันมืดมิด พวกกาเหมือนจะใส่ใจสวัสดิภาพความเป็นไปของเธอ เมื่อสายลมพัดผมดำขลับยามห้อยตัวริมขอบสะพาน เธอก็รู้สึกสัมพันธ์กับพวกมันดุจญาติมิตรขึ้นมา นับแต่มาติอัสตายไป นี่เป็นครั้งแรกที่คาร์มินาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เธอกลับบ้าน ให้โอกาสชีวิตอีกครั้งหนึ่ง พวกกาจากไปแล้ว แต่คาร์มินาแอบคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอแล้วพวกมันจะกลับมาอีก
ความเจ็บปวดบันดาลใจให้คาร์มินาหยิบแปรงขึ้นมา หลายสัปดาห์ต่อจากนั้น เธอวาดภาพประสบการณ์ของตัวเอง ใช้หมึกสีดำแสดงถึงโดดมรณะที่มีเมฆขนนกสีดำ หรือก็คือฝูงกาที่ช่วยชีวิตเธอไว้ ประสบการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงและก่อเกิดเป็นงานศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ด้วยหมึกสีดำในแบบฉบับของเธอขึ้นมา
ผ่านไปหลายปี สีบางสีก็ทะลุความมืดมิดขึ้นมา และการเปลี่ยนสื่อนี้ก็ขยายขอบเขตรูปแบบงานศิลปะของเธอออกไป เธอวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ณ มุมถนนอันพลุกพล่าน ออกแบบเสื้อผ้าหรูหรา และอ่านบทกวีอย่างแข็งขัน งานศิลปะของคาร์มินาแสดงโศกนาฏกรรมอันเกี่ยวพันกับพื้นที่นั้นๆ อย่างลึกล้ำออกมาเป็นงานขนาดใหญ่จนใครก็ยากจะเพิกเฉยได้ และไม่ว่าเธอจะไปแสดงที่ไหน พวกกาก็ตามไปด้วย
งานของเธอโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ จนไปดึงดูดความสนใจของเหล่าศิลปินที่เห็นว่าสไตล์ของเธอช่างมีชีวิตชีวา เธอเริ่มใกล้ชิดกับกลุ่มนักวาดภาพที่เข้าใจวิสัยทัศน์อันแหวกขนบของเธอ การแสดงของเธอทำให้เกิดการเคลื่อนครั้งใหญ่ในวงการงานเซอร์เรียลลิสต์ และมันกลายเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว
ชื่อเสียงของเธอเติบโตจนเป็นที่สนใจของคณะกรรมการจากแว็กเลเบิลซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ คาร์มินาตรวจสอบคนกลุ่มนี้แล้วพบว่าพวกเขามอบงานศิลปะเป็นของขวัญเพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภาที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ และหลังจากนั้นพวกศิลปินที่ได้ค่านายหน้าจากแว็กก็เหมือนจะหายตัวไป
คาร์มินายอมรับค่านายหน้าของแว็กด้วยมุ่งมั่นจะเปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับคอร์รัปชันภาคการเมืองให้ได้ สัปดาห์ต่อมา คาร์มินาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดยักษ์บนอาคารเก็บโกศของสุสาน แสดงภาพโลโก้ของแว็กเป็นยมทูตแบบเหนือจริงกำลังเกี่ยวทุ่งของครอบครัวชาวชิลี ขณะวาดเธอสวมชุดหรูหราซึ่งเย็บบทกวีเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเมืองติดไว้
ผลงานชิ้นนั้นจุดประกายการถกเถียงเรื่องคอร์รัปชันขึ้นอย่างรุนแรง ภาพวาดอันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั่นทำให้คาร์มินาตกเป็นเป้า หลังจากถูกใครก็ไม่รู้ขู่ฆ่า เธอก็หนีไปหลบที่บ้านพ่อ และพาเพื่อนที่สนิทที่สุดไปด้วยเพื่อความปลอดภัย
คืนนั้น แก๊งมือปืนสวมหน้ากากพังบ้านเธอเข้าไป พวกเขาจัดการคาร์มินากับเพื่อนอย่างว่องไว จับทั้งสองโยนขึ้นรถตู้แล้วขับออกไป
เช้าวันต่อมา สายลมแห้งผากพัดทรายใส่หน้าคาร์มินาจนตื่น เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งกลางทะเลทราย ขาถูกมัดไว้และมือก็ถูกใส่กุญแจมือ เพื่อนของเธอถูกมัดนอนอยู่บนพื้น เงาหนึ่งทาบทับลงบนใบหน้าของเธอ คาร์มินาเงยหน้าขึ้น
ชายคนหนึ่งในเสื้อคลุมยาวที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ฮู้ดมืดมิดกำลังเดินมาหาเธอ เขาดึงมีดสีเงินยวงออกมาจากเสื้อ
เขาจับมือเธอไว้แล้วร้องเพลงสวดในภาษาที่ไม่คุ้นเคย คาร์มินาจ้องตอบไม่วางตา เขาหยุดแล้วสับมีดลงอย่างแรง
เธอร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเพื่อนได้สติมาพบภาพอันน่าสยดสยองที่มือของคาร์มินาร่วงไปอยู่บนผืนทราย ตามด้วยกุญแจมือที่ร่วงลงไปในเลือดที่กองเป็นแอ่ง
ชายสวมฮู้ดยิ้มอย่างพึงพอใจ จะระบายสียังไงล่ะทีนี้? คาร์มินากรีดร้องสบถด่าใส่เขา ดิ้นรนไปมาสู้พันธนาการที่ขา
ชายคนนั้นจับคางของคาร์มินา เธอถุยน้ำลายใส่หน้าเขา
เขาทำเสียงฮึดฮัดพลางงัดปากเธออ้าแล้วดึงลิ้นออกมา คาร์มินาดิ้นรนสู้แรงเขา เขาสับลิ้นคาร์มินาเต็มแรง
เธอร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ชายคนนั้นถูมีดกับเสื้อคลุม ทิ้งรอยเลือดไว้ จะอ่านบทกวียังไงล่ะทีนี้?
ความเสียใจอุกอั่งขึ้นในอกคาร์มินา มันเสียดแทงยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก เมื่อความเดือดดาลอันควบคุมไม่ได้ถาโถมเข้ามา ความอาลัยและความสูญเสียก็ครอบครองสติเธอ เธอเสียน้องชายไป แล้วก็ต้องมาเสียหนทางเดียวในการรับมือความเจ็บปวดนั้นไปอีก คาร์มินากรีดร้องแบบเดียวกับวันที่น้องชายของเธอตาย
เสียงร้องแหบแห้งก้องสะท้อนทั่วแดนรกร้าง ท้องฟ้าพลันมืดมัวด้วยพายุเมฆสีมืดมิด ขนนกสีดำร่วงหล่นลงมาบนมือที่เลือดไหลนองของคาร์มินา เธอเงยหน้าขึ้นมองเห็นฝูงอีกาเป็นสายไหลทะลักออกมาจากหมู่เมฆ บินดิ่งใส่ชายสวมฮู้ด
ขณะเหล่าอีกาที่ตะกละตะกลามจิกทึ้งเนื้อของเขาอย่างไร้ปรานี คาร์มินาก็เผยยิ้มมองงานศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ของตัวเองที่เป็นจริงขึ้นมา
แต่แล้ว เมื่อเห็นฝูงกามุ่งไปยังเป้าหมายถัดไปใจเธอก็วูบวาบด้วยความเดือดดาล เพราะที่อยู่บนพื้นนั่นคือเพื่อนของเธอ เธอกรีดร้องเมื่อคลื่นความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด และความตระหนกกลัวถาโถมท่วมทับ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ฝูงอีกาที่ตะกละตะกลามนั้นไม่อาจควบคุมได้
ความมืดครอบงำดวงตาคาร์มินายามเพื่อนของเธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดรุนแรงขึ้น ความตายเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มันเป็นความผิดของเธอเอง
หมอกสีดำลึกล้ำห้อมล้อมเธอ