เดอะไนท์
Base Info
- Chapterบท Forged in Fog
- Difficulty
- Speed115%4.6 m/s
Perks
Feature
เดอะไนท์เป็นฆาตกรสายวางแผนยุทธวิธี ที่สามารถส่งเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ไปไล่ล่าผู้รอดชีวิตและทำความเสียหายแก่วัตถุต่างๆ ในสนามรบได้
Perk ประจำตัวของเขาคือ ซ่อนไม่พ้น และคำสาป เผชิญความมืดมิด กับอหังการ ทำให้สามารถเห็นผู้รอดชีวิตที่อยู่ใกล้เครื่องปั่นไฟ, สาปให้ผู้รอดชีวิตกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว และทำให้ผู้รอดชีวิตที่สตันคุณติดเอฟเฟกต์สถานะปลอดกำบัง
Perk ประจำตัวของเขาคือ ซ่อนไม่พ้น และคำสาป เผชิญความมืดมิด กับอหังการ ทำให้สามารถเห็นผู้รอดชีวิตที่อยู่ใกล้เครื่องปั่นไฟ, สาปให้ผู้รอดชีวิตกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว และทำให้ผู้รอดชีวิตที่สตันคุณติดเอฟเฟกต์สถานะปลอดกำบัง
Skill
กองพันผู้พิทักษ์
ลำพังเดอะไนท์เองก็เป็นปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวในสนามรบอยู่แล้ว แต่พอมีเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์มาร่วมด้วย ก็แทบไม่มีอะไรมายับยั้งเขาได้ กองพันองครักษ์นั้นรวมตัวกันต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเอง พวกเขาฆ่าทุกคนที่ขวางทาง
ความสามารถพิเศษ: เรียกตัวองครักษ์
แตะปุ่มพลังเพื่อเปิดใช้งานโหมดเรียกตัวองครักษ์ เมื่ออยู่ในโหมดนี้ ให้เคลื่อนที่ไปรอบๆ เพื่อสร้างเส้นทางในการลาดตระเวน เมื่ออยู่ในโหมดเรียกตัวองครักษ์ คุณสามารถเล็งไปที่เครื่องปั่นไฟที่มีความคืบหน้าในการซ่อมแซม, แท่นไม้ที่ถูกล้มไปแล้ว หรือกำแพงที่ทำลายได้ แล้วแตะปุ่มโจมตี ซึ่งเมื่อกดแล้วจะมีองครักษ์คนหนึ่งออกมาทำลายวัตถุที่คุณเลือก นอกจากนี้ คุณยังสามารถแตะปุ่มพลังหรือใช้เกจพลังจนหมดเพื่อยุติโหมดเรียกตัวองครักษ์ด้วย ซึ่งนั่นจะเป็นการเรียกองครักษ์คนหนึ่งออกมาลาดตระเวนไปตามเส้นทางที่สร้างไว้ ยิ่งเส้นทางลาดตระเวนยาวไกล การไล่ล่าขององครักษ์ก็ยิ่งยาวนาน องครักษ์มีสามแบบ และอัญเชิญได้ครั้งละแบบ คือ เพชฌฆาต เป็นผู้ที่ทำลายหรือสร้างความเสียหายให้วัตถุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว, มือลอบสังหาร ซึ่งเคลื่อนไหวได้เร็วขณะไล่ล่า และผู้คุม ที่ลาดตระเวนและไล่ล่าได้นานกว่า รวมทั้งหาตัวผู้รอดชีวิตได้ดีกว่าด้วย
ความสามารถพิเศษของนักรบจากเหล่าองครักษ์: การไล่ล่า
เมื่อองครักษ์ออกลาดตระเวน แต่ละคนจะสามารถมองเห็นและหาผู้รอดชีวิตเจอ เมื่อพบตัวผู้รอดชีวิต นักรบจากเหล่าองครักษ์จะไปยังตำแหน่งนั้น ทิ้งธง แล้วเริ่มไล่ล่าผู้รอดชีวิตไปช่วงเวลาหนึ่ง ผู้รอดชีวิตสามารถหนีพ้นนักรบจากเหล่าองครักษ์ด้วยการปลดคนอื่นลงจากตะขอ, หยิบธงขึ้นมา หรือเอาชีวิตให้รอดจนการไล่ล่าหมดเวลาไปเอง หากผู้รอดชีวิตโดนนักรบจากเหล่าองครักษ์หรือเดอะไนท์โจมตีสำเร็จ นักรบจากเหล่าองครักษ์ก็จะหายไป เมื่อเหล่าองครักษ์ทำให้ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งล้มลงคลาน เดอะไนท์จะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณฆาตกร
ความสามารถพิเศษ: เรียกตัวองครักษ์
แตะปุ่มพลังเพื่อเปิดใช้งานโหมดเรียกตัวองครักษ์ เมื่ออยู่ในโหมดนี้ ให้เคลื่อนที่ไปรอบๆ เพื่อสร้างเส้นทางในการลาดตระเวน เมื่ออยู่ในโหมดเรียกตัวองครักษ์ คุณสามารถเล็งไปที่เครื่องปั่นไฟที่มีความคืบหน้าในการซ่อมแซม, แท่นไม้ที่ถูกล้มไปแล้ว หรือกำแพงที่ทำลายได้ แล้วแตะปุ่มโจมตี ซึ่งเมื่อกดแล้วจะมีองครักษ์คนหนึ่งออกมาทำลายวัตถุที่คุณเลือก นอกจากนี้ คุณยังสามารถแตะปุ่มพลังหรือใช้เกจพลังจนหมดเพื่อยุติโหมดเรียกตัวองครักษ์ด้วย ซึ่งนั่นจะเป็นการเรียกองครักษ์คนหนึ่งออกมาลาดตระเวนไปตามเส้นทางที่สร้างไว้ ยิ่งเส้นทางลาดตระเวนยาวไกล การไล่ล่าขององครักษ์ก็ยิ่งยาวนาน องครักษ์มีสามแบบ และอัญเชิญได้ครั้งละแบบ คือ เพชฌฆาต เป็นผู้ที่ทำลายหรือสร้างความเสียหายให้วัตถุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว, มือลอบสังหาร ซึ่งเคลื่อนไหวได้เร็วขณะไล่ล่า และผู้คุม ที่ลาดตระเวนและไล่ล่าได้นานกว่า รวมทั้งหาตัวผู้รอดชีวิตได้ดีกว่าด้วย
ความสามารถพิเศษของนักรบจากเหล่าองครักษ์: การไล่ล่า
เมื่อองครักษ์ออกลาดตระเวน แต่ละคนจะสามารถมองเห็นและหาผู้รอดชีวิตเจอ เมื่อพบตัวผู้รอดชีวิต นักรบจากเหล่าองครักษ์จะไปยังตำแหน่งนั้น ทิ้งธง แล้วเริ่มไล่ล่าผู้รอดชีวิตไปช่วงเวลาหนึ่ง ผู้รอดชีวิตสามารถหนีพ้นนักรบจากเหล่าองครักษ์ด้วยการปลดคนอื่นลงจากตะขอ, หยิบธงขึ้นมา หรือเอาชีวิตให้รอดจนการไล่ล่าหมดเวลาไปเอง หากผู้รอดชีวิตโดนนักรบจากเหล่าองครักษ์หรือเดอะไนท์โจมตีสำเร็จ นักรบจากเหล่าองครักษ์ก็จะหายไป เมื่อเหล่าองครักษ์ทำให้ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งล้มลงคลาน เดอะไนท์จะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณฆาตกร
Story
ทาร์โฮส โคแวกส์ จำอะไรเกี่ยวกับวัยเด็กของตัวเองไม่ค่อยได้ แต่ที่เขาจำได้ก็คือ เขาจะต้องตามล่าไปทั้งชีวิต เขาจำเสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องในหมู่บ้านได้ เขาจำเรื่องที่แม่บังคับให้กินยาที่เหมือนของเหลวข้นๆ สีดำได้ เขาจำได้ถึงเรื่องที่ตัวเองตกลงไปบนพื้นแข็งๆ แล้วได้สติขึ้นมาในสุสานมหึมา เขาถูกฝังอยู่ใต้กองซากศพแหลกเหลว โดยมีเสียงของหมู่บ้านที่กำลังถูกเผาดังก้องในหู เขาจำได้ว่าตัวเองยื้อยุดป่ายปีนพาตัวเองขึ้นไปเหนือกองกองเลือดที่ท่วมถม เพียงเพื่อต้องตกติดอยู่ท่ามกลางความตาย การทำลายล้าง และความเงียบ ความเงียบงันอันทำให้จิตใจด้านชาและไม่อาจมีสิ่งใดทะลุทะลวงได้ ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังขึ้นเสียดหูเขา และเขาก็รู้ว่าผิวหนังตัวเองยุบยิบไปหมดเพราะเจอกับอะไรบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้ และแม้เขาจะไม่อาจนึกออกว่าตัวเองเจอกับอะไร แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความเจ็บปวด ความทุกข์ระทม หรือความหวาดกลัว มันเป็นอย่างอื่น บางอย่างที่ใกล้เคียงกับ
ความสะพรึง
ระหว่างที่ทาร์โฮสพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีชายคนหนึ่งกำลังเข้ามาทางด้านหลัง เขาไม่ได้ตอบโต้อะไรด้วยซ้ำในตอนที่ชายคนนั้นจับเขาขังไว้ในกรงไม้เล็กๆ ร่วมกับทาสคนอื่นๆ บนรถเทียมม้า เขาได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยความพิศวงงงงวย และแม้แต่ตอนที่รถม้าวิ่งไปพร้อมกับที่พวกเขาบอกว่ากำลังจะไปอิตาลี ทาร์โฮสก็ยังจ้องมองผ่านรอยแตกของไม้ด้วยดวงตาเบิกโพลง และด้วยหัวใจที่ใคร่จะเข้าใจสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้
นับจากวันนั้น ทาร์โฮสก็เป็นคนของกองพันผู้พิทักษ์ และอยู่ภายใต้การฝึกฝนของคาดีร์ คาฮาม เข้าได้เรียนรู้การใช้อาวุธจากนั้น รวมถึงการตีชุดเกราะ และการท่องจำกฎของเหล่าอัศวินเพื่อให้ปฏิบัติตามผู้ที่มาจ้างไปทำงาน หลายปีผ่านไป ทาร์โฮสได้เพื่อนบางคนทั้งจากเหล่าทหารรับจ้างผู้ไม่เป็นมิตรและที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ความเก่งกาจ ความแข็งแกร่ง และความเฉลียวฉลาดของเขา พาให้พวกนั้นโชคดีไปด้วย และวันหนึ่งเขาจะช่วยให้พวกนั้นได้รับอิสรภาพถ้วนหน้า ผู้ติดตามสามคนของเขาสาบานจะสวามิภักดิ์ต่อทาร์โฮสอย่างไม่เสื่อมคลาย และกลายเป็นที่รู้จักในนามตรีสัตยาของเขา ฝูงของเขา
อเลฮันโดร แซนติเอโก ฝึกฝนเป็นช่างทำอาวุธยุทธภัณฑ์ของกองพันผู้พิทักษ์
ดูร์คอส มาเลเซก แสดงความเชี่ยวชาญด้านการซ่อนเร้นพรางกายและสังหารอย่างเงียบเชียบ
แซนเดอร์ รอลต์ นั้นเทียบได้กับทาร์โฮสทั้งขนาดร่างกายและความแข็งแกร่ง อาวุธที่เขาเลือกก็คือขวานศึกมหึมา
เมื่อกองพันผู้พิทักษ์ไปรบในดินแดนห่างไหล ทาร์โฮสก็ได้กำจัดศัตรูไปมากมายนับไม่ถ้วน เดือนปีผันผ่าน ธารเลือดไหลหลาก กระนั้น ทุกการเข่นฆ่าต่างไม่ได้ทำให้ทาร์โฮสเข้าใกล้สิ่งที่ตนเคยสัมผัสที่หมู่บ้านเลย อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญในการศึกทำให้ทาร์โฮสได้รับตำแหน่งอัศวินและอิสรภาพ บัดนี้ทาสชาวฮังกาเรียนผู้นี้ได้เป็นไท ความอำมหิตของเขาให้ผลตอบแทนแล้ว แต่หัวใจของเขาก็ยังไขว่คว้าหาอย่างอื่น บางอย่างที่เขาไม่อาจเรียกหรืออธิบายได้ว่าคืออะไร ด้วยความเหนื่อยหน่ายกับการต้องรับคำสั่งจากเหล่าผู้ที่เขามองว่าเป็นพวกคนชั้นต่ำ ทาร์โฮสจึงออกจากกองพันผู้พิทักษ์เพื่อไปตามทางของตัวเอง ทว่า ผู้นำของกองพันไม่ยอมให้ปล่อยให้ผู้ติดตามของเขาได้ออกไปด้วย
ทาร์โฮสมุ่งมั่นจะหาทองมาให้มากพอจะปลดปล่อยผู้ติดตามของตนเป็นอิสระ จนไปได้งานจากนายเหนือหัวชาวอิตาลี วิตตอริโอ ทอสกาโน เป็นดยุกแห่งปอร์โตสกูโร นอกจากนี้ เขายังเป็นนักวิชาการ นักเดินทางท่องโลก และนักสะสมความรู้โบราณที่กลุ่มผู้มีเวทมนตร์ลึกลับซ่อนไว้ ทาร์โฮสเข้าร่วมในการเดินทางครั้งล่าสุดของวิตตอริโอเพื่อตามหาชิ้นส่วนของเสาจากสำนักโบราณที่สาบสูญไปตามกาลเวลา มันคือหินที่วิตตอริโอเรียกว่าเป็นศิลาแห่งสรวงสวรรค์ ซึ่งวิตตอริโอเชื่อว่ากุมความลับของการเปิดประตูสู่โลกอันสมบูรณ์แบบเหนือความดีงามและความชั่วร้ายเอาไว้
คณะสำรวจออกเดินทางไปสำรวจซากปรักหักพังยุคโรมันในปารีสและข้ามเทือกเขาพิรินีไปยังสเปน เส้นทางนั้นนำไปสู่สุสานใต้ดิน ณ เมืองซิงตราของโปรตุเกส
พลเมืองที่นั่นถือว่าสุสานใต้ดินนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทาร์โฮสจะฆ่าชาวบ้านที่เฝ้าทางเข้าสุสานเพื่อนำศิลามา แต่วิตตอริโอนั้นไม่อยากให้มีการนองเลือด จึงสั่งให้ทาร์โฮสหาทางอื่น แต่ทาร์โฮส ผู้พานพบพฤติกรรมน่าสยดสยองที่กระทำในคราบอัศวินมาเยอะ ปฏิเสธไม่อยมทำตามความเสแสร้งว่ามีเกียรติ เขารอให้วิตตอริโอขี่ม้ากลับมาที่ค่าย จากนั้น เขาก็ส่งเสียงคำรามสะท้านขวัญ บุกจู่โจม ละเลงเลือดเป็นทางท่ามกลางความมืดมิด จนในที่สุดก็ได้ศิลามา
เมื่อกลับไปยังเมืองปอร์โตสกูโร ทาร์โฮสก็ขังวิตตอริโอไว้ในคุกใต้ดินของเขาเอง ด้วยใคร่รู้ความหมายเบื้องหลังสัญลักษณ์ที่สลักไว้บนศิลา เมื่อวิตตอริโอไม่ยอมบอก ทาร์โฮสก็ทรมานเพื่อนๆ และญาติพี่น้องเขาอย่างอำมหิต และเอาศพไปประจานไว้ตามท้องถนนให้เป็นที่เขย่าขวัญ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่อาจสั่นคลอนความมุ่งมั่นของวิตตอริโอที่จะปิดบังไม่ให้ทาร์โฮสรู้ความลับของศิลาได้ ทาร์โฮสผู้โกรธกริ้วเข้ายึดครองทรัพย์ศฤงคารของวิตตอริโอแล้วตั้งกองทัพเล็กๆ ขึ้นมา เพียงไม่กี่เดือน กองทัพผู้ไม่รู้จักกริ่งเกรงใครของทาร์โฮสก็กรีฑาสู่กองพันผู้พิทักษ์ ทำลายฐานที่มั่นของพวกนั้น ปลดปล่อยผู้ติดตามของเขาเป็นอิสระ เข่นฆ่าศัตรูล้มตายราวใบไม้ร่วง แล้วจะสมหัว "อันทรงธรรม" ของพวกนั้นมาเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง "ความกล้าหาญ" ที่เพิ่มพูน
ในตอนนั้น เหล่านายเหนือหัวในเมืองใกล้เคียงต่างเชื่อว่าทาร์โฮสคือความชั่วร้ายที่มาจุติเป็นตัวตน พวกเขารวมตัวกันเพื่อสร้างกองทัพแห่ง "ธรรม" และ "ความดีงาม" เพื่อขจัดความชั่วร้ายให้พ้นไปจากปอร์โตสกูโร ส่วนทาร์โฮสนั้นมิได้อินังขังขอบอันใดกับภัยนี้ เขามองว่านายเหนือหัวพวกนั้นเป็นคนขี้ขลาดที่ห่มคลุมความโลภและความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเองด้วยกฎหมาย ศีลธรรมจรรยา และคำเทศนาอันหาสาระไม่ได้ กฎหมาย ศีลธรรมจรรยา และคำเทศนาอันหาสาระไม่ได้เหล่านั้นออกแบบมาเพื่อซ่อนตัวจากความมืดมิดสุดประมาณที่ทาร์โฮสโอบกอดและยอมรับไว้อย่างไม่ตัดสินดีชั่ว
แต่ในเมื่อศัตรูกรีฑาทัพมา ทาร์โฮสก็ไปยังคุกใต้ดินเพื่อมอบความตายให้วิตตอริโออย่างสาสม เขาไม่ให้แม้แต่เศษเสี้ยวความหวังว่าจะมีคนมาช่วย ทาร์โฮสเข้าไปในคุกเล็กๆ นั่นด้วยจิตใจมืดทมิฬ ค่อยๆ เดินลงไปตามทางคดเคี้ยวราวจะสุดที่ใจกลางโลก และเดินผ่านทางเดินที่มีคนเพลงส่องแสง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยตระหนักว่าตนยังไม่รู้ถึงความรู้ของวิตตอริโอและความลับต่างๆ เลย แต่คนอื่นก็จะไม่ได้รู้เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว และดังนั้น เขาจึงปลดกลอนแล้วถีบประตูคุกใต้ดินเข้าไป ก้าวยาวๆ เพียงสองครั้งแล้วเขาก็พบกับห้องหว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหนู
ทาร์โฮสยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็คำรามสุดเสียงด้วยความเดือดดาลพร้อมกับที่เสียงของการรบลั่นสะท้านไปทั่วทั้งเมือง เขาย่ำเท้าไปที่ทางเดินทันที รีบขึ้นบันใดวกเวียน กระโดดออกจากประตูที่มีแสงจันทร์สาดส่อง แล้วพุ่งทะยานสู่แอ่งที่นองไปด้วยเลือดเรืองรองกับกองเครื่องใน พลางฟาดฟันบดขยี้แหวกทางสู่ศัตรู เหล่านายเหนือหัวผู้ "ทรงธรรม" และ "ทรงคุณงามความดี" กระหน่ำยิงหินจุดไฟและลำต้นของต้นไม้ใส่เมือง มันถล่มทลายบ้านช่องและและบดขยี้ผู้คนดุจหนอนไส้เดือน โถมกระแทกพื้นและจุดไฟขึ้นเหนือฟางกับกองไม้จนกลายเป็นลิ้นเพลิงมหึมาที่ลามเลีย
ท่ามกลางการนองเลือกอันโกลาหลนั้น ฝูงก็ได้พบทาร์โฮส พวกเขาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันและกลายเป็นลมสลาตันมรณะ บางคนเชื่อว่าความกล้าหาญทำให้พวกเขาโชคดี บ้างก็เชื่อว่ามีบางสิ่งจากโลกอื่นปกป้องพวกเขา แต่ไม่ว่าจะคืออะไร ลำพังพวกเขาก็กำจัดนักรบนับสิบได้ง่ายดายราวขยี้หนอนแมลง และขณะที่กำลังเข่นฆ่าพวกศัตรูกันอยู่นั้น ทาร์โฮสไม่ได้สังเกตเลยว่ามีหมอกประหลาดพวยพุ่งขึ้นมาจากซากศพและเกาะที่บุบบี้ และกว่าจะรู้ตัว เขาก็มองอะไรเห็นได้ไกลไม่เกินคืบในทุกทิศทางไปแล้ว
ทาร์โฮสย่ำเท้าไปข้างหน้า คลำทางไปตามหมอกหนาดุจของเหลวสีดำสนิทที่แม้เคยบังคับให้กลืนลงคอไปตลอดหลายปีก่อนนั้น เขาหลงทิศหลงทางไปหมดจนต้องเรียกหาฝูง เขาไม่รู้ว่าตัวเองย่ำอยู่ในโลกที่แทบมืดสนิทนั้นอยู่นานแค่ไหน แต่อยู่ๆ หมอกก็สลายหายไป เผยให้เห็นแดนรกร้างดุจภาพหลอนที่เต็มไปด้วยศพเน่าเหม็นกับหมู่บ้านที่เพลิงลุกท่วม และหอคอยคร่ำคร่ามหึมาโงนเงนเอนอยู่ ณ เส้นขอบฟ้า เขาถึงกับตะลึงพรึงเพริด เสียงกรีดร้องแหลมสูงอันคุ้นเคยดังขึ้นเสียดหูเขา และผิวหนังของเขาก็ยุบยิบไปหมด เขายืนนิ่งไม่ติงไหว ตระหนักขึ้นมาว่าเขาได้พบสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิตอย่างไม่คาดคิดแล้ว เขาไม่ต้องมีวิตตอริโอ เขาไม่ต้องมีศิลา เขาได้ค้นพบสรวงสวรรค์ของตนเองแล้ว เขาได้พบกับ...
ความงดงามและความน่าสยดสยองแล้ว
เขาได้พบ...
ความล้ำเลิศแล้ว
ความสะพรึง
ระหว่างที่ทาร์โฮสพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีชายคนหนึ่งกำลังเข้ามาทางด้านหลัง เขาไม่ได้ตอบโต้อะไรด้วยซ้ำในตอนที่ชายคนนั้นจับเขาขังไว้ในกรงไม้เล็กๆ ร่วมกับทาสคนอื่นๆ บนรถเทียมม้า เขาได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยความพิศวงงงงวย และแม้แต่ตอนที่รถม้าวิ่งไปพร้อมกับที่พวกเขาบอกว่ากำลังจะไปอิตาลี ทาร์โฮสก็ยังจ้องมองผ่านรอยแตกของไม้ด้วยดวงตาเบิกโพลง และด้วยหัวใจที่ใคร่จะเข้าใจสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้
นับจากวันนั้น ทาร์โฮสก็เป็นคนของกองพันผู้พิทักษ์ และอยู่ภายใต้การฝึกฝนของคาดีร์ คาฮาม เข้าได้เรียนรู้การใช้อาวุธจากนั้น รวมถึงการตีชุดเกราะ และการท่องจำกฎของเหล่าอัศวินเพื่อให้ปฏิบัติตามผู้ที่มาจ้างไปทำงาน หลายปีผ่านไป ทาร์โฮสได้เพื่อนบางคนทั้งจากเหล่าทหารรับจ้างผู้ไม่เป็นมิตรและที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ความเก่งกาจ ความแข็งแกร่ง และความเฉลียวฉลาดของเขา พาให้พวกนั้นโชคดีไปด้วย และวันหนึ่งเขาจะช่วยให้พวกนั้นได้รับอิสรภาพถ้วนหน้า ผู้ติดตามสามคนของเขาสาบานจะสวามิภักดิ์ต่อทาร์โฮสอย่างไม่เสื่อมคลาย และกลายเป็นที่รู้จักในนามตรีสัตยาของเขา ฝูงของเขา
อเลฮันโดร แซนติเอโก ฝึกฝนเป็นช่างทำอาวุธยุทธภัณฑ์ของกองพันผู้พิทักษ์
ดูร์คอส มาเลเซก แสดงความเชี่ยวชาญด้านการซ่อนเร้นพรางกายและสังหารอย่างเงียบเชียบ
แซนเดอร์ รอลต์ นั้นเทียบได้กับทาร์โฮสทั้งขนาดร่างกายและความแข็งแกร่ง อาวุธที่เขาเลือกก็คือขวานศึกมหึมา
เมื่อกองพันผู้พิทักษ์ไปรบในดินแดนห่างไหล ทาร์โฮสก็ได้กำจัดศัตรูไปมากมายนับไม่ถ้วน เดือนปีผันผ่าน ธารเลือดไหลหลาก กระนั้น ทุกการเข่นฆ่าต่างไม่ได้ทำให้ทาร์โฮสเข้าใกล้สิ่งที่ตนเคยสัมผัสที่หมู่บ้านเลย อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญในการศึกทำให้ทาร์โฮสได้รับตำแหน่งอัศวินและอิสรภาพ บัดนี้ทาสชาวฮังกาเรียนผู้นี้ได้เป็นไท ความอำมหิตของเขาให้ผลตอบแทนแล้ว แต่หัวใจของเขาก็ยังไขว่คว้าหาอย่างอื่น บางอย่างที่เขาไม่อาจเรียกหรืออธิบายได้ว่าคืออะไร ด้วยความเหนื่อยหน่ายกับการต้องรับคำสั่งจากเหล่าผู้ที่เขามองว่าเป็นพวกคนชั้นต่ำ ทาร์โฮสจึงออกจากกองพันผู้พิทักษ์เพื่อไปตามทางของตัวเอง ทว่า ผู้นำของกองพันไม่ยอมให้ปล่อยให้ผู้ติดตามของเขาได้ออกไปด้วย
ทาร์โฮสมุ่งมั่นจะหาทองมาให้มากพอจะปลดปล่อยผู้ติดตามของตนเป็นอิสระ จนไปได้งานจากนายเหนือหัวชาวอิตาลี วิตตอริโอ ทอสกาโน เป็นดยุกแห่งปอร์โตสกูโร นอกจากนี้ เขายังเป็นนักวิชาการ นักเดินทางท่องโลก และนักสะสมความรู้โบราณที่กลุ่มผู้มีเวทมนตร์ลึกลับซ่อนไว้ ทาร์โฮสเข้าร่วมในการเดินทางครั้งล่าสุดของวิตตอริโอเพื่อตามหาชิ้นส่วนของเสาจากสำนักโบราณที่สาบสูญไปตามกาลเวลา มันคือหินที่วิตตอริโอเรียกว่าเป็นศิลาแห่งสรวงสวรรค์ ซึ่งวิตตอริโอเชื่อว่ากุมความลับของการเปิดประตูสู่โลกอันสมบูรณ์แบบเหนือความดีงามและความชั่วร้ายเอาไว้
คณะสำรวจออกเดินทางไปสำรวจซากปรักหักพังยุคโรมันในปารีสและข้ามเทือกเขาพิรินีไปยังสเปน เส้นทางนั้นนำไปสู่สุสานใต้ดิน ณ เมืองซิงตราของโปรตุเกส
พลเมืองที่นั่นถือว่าสุสานใต้ดินนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทาร์โฮสจะฆ่าชาวบ้านที่เฝ้าทางเข้าสุสานเพื่อนำศิลามา แต่วิตตอริโอนั้นไม่อยากให้มีการนองเลือด จึงสั่งให้ทาร์โฮสหาทางอื่น แต่ทาร์โฮส ผู้พานพบพฤติกรรมน่าสยดสยองที่กระทำในคราบอัศวินมาเยอะ ปฏิเสธไม่อยมทำตามความเสแสร้งว่ามีเกียรติ เขารอให้วิตตอริโอขี่ม้ากลับมาที่ค่าย จากนั้น เขาก็ส่งเสียงคำรามสะท้านขวัญ บุกจู่โจม ละเลงเลือดเป็นทางท่ามกลางความมืดมิด จนในที่สุดก็ได้ศิลามา
เมื่อกลับไปยังเมืองปอร์โตสกูโร ทาร์โฮสก็ขังวิตตอริโอไว้ในคุกใต้ดินของเขาเอง ด้วยใคร่รู้ความหมายเบื้องหลังสัญลักษณ์ที่สลักไว้บนศิลา เมื่อวิตตอริโอไม่ยอมบอก ทาร์โฮสก็ทรมานเพื่อนๆ และญาติพี่น้องเขาอย่างอำมหิต และเอาศพไปประจานไว้ตามท้องถนนให้เป็นที่เขย่าขวัญ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่อาจสั่นคลอนความมุ่งมั่นของวิตตอริโอที่จะปิดบังไม่ให้ทาร์โฮสรู้ความลับของศิลาได้ ทาร์โฮสผู้โกรธกริ้วเข้ายึดครองทรัพย์ศฤงคารของวิตตอริโอแล้วตั้งกองทัพเล็กๆ ขึ้นมา เพียงไม่กี่เดือน กองทัพผู้ไม่รู้จักกริ่งเกรงใครของทาร์โฮสก็กรีฑาสู่กองพันผู้พิทักษ์ ทำลายฐานที่มั่นของพวกนั้น ปลดปล่อยผู้ติดตามของเขาเป็นอิสระ เข่นฆ่าศัตรูล้มตายราวใบไม้ร่วง แล้วจะสมหัว "อันทรงธรรม" ของพวกนั้นมาเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง "ความกล้าหาญ" ที่เพิ่มพูน
ในตอนนั้น เหล่านายเหนือหัวในเมืองใกล้เคียงต่างเชื่อว่าทาร์โฮสคือความชั่วร้ายที่มาจุติเป็นตัวตน พวกเขารวมตัวกันเพื่อสร้างกองทัพแห่ง "ธรรม" และ "ความดีงาม" เพื่อขจัดความชั่วร้ายให้พ้นไปจากปอร์โตสกูโร ส่วนทาร์โฮสนั้นมิได้อินังขังขอบอันใดกับภัยนี้ เขามองว่านายเหนือหัวพวกนั้นเป็นคนขี้ขลาดที่ห่มคลุมความโลภและความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเองด้วยกฎหมาย ศีลธรรมจรรยา และคำเทศนาอันหาสาระไม่ได้ กฎหมาย ศีลธรรมจรรยา และคำเทศนาอันหาสาระไม่ได้เหล่านั้นออกแบบมาเพื่อซ่อนตัวจากความมืดมิดสุดประมาณที่ทาร์โฮสโอบกอดและยอมรับไว้อย่างไม่ตัดสินดีชั่ว
แต่ในเมื่อศัตรูกรีฑาทัพมา ทาร์โฮสก็ไปยังคุกใต้ดินเพื่อมอบความตายให้วิตตอริโออย่างสาสม เขาไม่ให้แม้แต่เศษเสี้ยวความหวังว่าจะมีคนมาช่วย ทาร์โฮสเข้าไปในคุกเล็กๆ นั่นด้วยจิตใจมืดทมิฬ ค่อยๆ เดินลงไปตามทางคดเคี้ยวราวจะสุดที่ใจกลางโลก และเดินผ่านทางเดินที่มีคนเพลงส่องแสง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยตระหนักว่าตนยังไม่รู้ถึงความรู้ของวิตตอริโอและความลับต่างๆ เลย แต่คนอื่นก็จะไม่ได้รู้เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว และดังนั้น เขาจึงปลดกลอนแล้วถีบประตูคุกใต้ดินเข้าไป ก้าวยาวๆ เพียงสองครั้งแล้วเขาก็พบกับห้องหว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหนู
ทาร์โฮสยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็คำรามสุดเสียงด้วยความเดือดดาลพร้อมกับที่เสียงของการรบลั่นสะท้านไปทั่วทั้งเมือง เขาย่ำเท้าไปที่ทางเดินทันที รีบขึ้นบันใดวกเวียน กระโดดออกจากประตูที่มีแสงจันทร์สาดส่อง แล้วพุ่งทะยานสู่แอ่งที่นองไปด้วยเลือดเรืองรองกับกองเครื่องใน พลางฟาดฟันบดขยี้แหวกทางสู่ศัตรู เหล่านายเหนือหัวผู้ "ทรงธรรม" และ "ทรงคุณงามความดี" กระหน่ำยิงหินจุดไฟและลำต้นของต้นไม้ใส่เมือง มันถล่มทลายบ้านช่องและและบดขยี้ผู้คนดุจหนอนไส้เดือน โถมกระแทกพื้นและจุดไฟขึ้นเหนือฟางกับกองไม้จนกลายเป็นลิ้นเพลิงมหึมาที่ลามเลีย
ท่ามกลางการนองเลือกอันโกลาหลนั้น ฝูงก็ได้พบทาร์โฮส พวกเขาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันและกลายเป็นลมสลาตันมรณะ บางคนเชื่อว่าความกล้าหาญทำให้พวกเขาโชคดี บ้างก็เชื่อว่ามีบางสิ่งจากโลกอื่นปกป้องพวกเขา แต่ไม่ว่าจะคืออะไร ลำพังพวกเขาก็กำจัดนักรบนับสิบได้ง่ายดายราวขยี้หนอนแมลง และขณะที่กำลังเข่นฆ่าพวกศัตรูกันอยู่นั้น ทาร์โฮสไม่ได้สังเกตเลยว่ามีหมอกประหลาดพวยพุ่งขึ้นมาจากซากศพและเกาะที่บุบบี้ และกว่าจะรู้ตัว เขาก็มองอะไรเห็นได้ไกลไม่เกินคืบในทุกทิศทางไปแล้ว
ทาร์โฮสย่ำเท้าไปข้างหน้า คลำทางไปตามหมอกหนาดุจของเหลวสีดำสนิทที่แม้เคยบังคับให้กลืนลงคอไปตลอดหลายปีก่อนนั้น เขาหลงทิศหลงทางไปหมดจนต้องเรียกหาฝูง เขาไม่รู้ว่าตัวเองย่ำอยู่ในโลกที่แทบมืดสนิทนั้นอยู่นานแค่ไหน แต่อยู่ๆ หมอกก็สลายหายไป เผยให้เห็นแดนรกร้างดุจภาพหลอนที่เต็มไปด้วยศพเน่าเหม็นกับหมู่บ้านที่เพลิงลุกท่วม และหอคอยคร่ำคร่ามหึมาโงนเงนเอนอยู่ ณ เส้นขอบฟ้า เขาถึงกับตะลึงพรึงเพริด เสียงกรีดร้องแหลมสูงอันคุ้นเคยดังขึ้นเสียดหูเขา และผิวหนังของเขาก็ยุบยิบไปหมด เขายืนนิ่งไม่ติงไหว ตระหนักขึ้นมาว่าเขาได้พบสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิตอย่างไม่คาดคิดแล้ว เขาไม่ต้องมีวิตตอริโอ เขาไม่ต้องมีศิลา เขาได้ค้นพบสรวงสวรรค์ของตนเองแล้ว เขาได้พบกับ...
ความงดงามและความน่าสยดสยองแล้ว
เขาได้พบ...
ความล้ำเลิศแล้ว