เอโลดี้ ราโคโต้
Base Info
- Chapterบท A Binding of Kin
Perks
Feature
นักสำรวจเรื่องลี้ลับ สามารถใช้ลูกเล่นอันเฉลียวฉลาดและความมุ่งมั่นดันทุรังรักษาตัวให้รอด
Perk ประจำตัวของเธอการประเมิน, การหลอกลวง และดิ้นรนสุดพลัง ทำให้เธอทำอะไรๆ กับสิ่งของได้ด้วยวิธีใหม่ๆ และทั้งหมดนี้เป็นไปในขณะมีแผนสำรองเพื่อหลบหนีจากฆาตกร
Perk ประจำตัวของเธอการประเมิน, การหลอกลวง และดิ้นรนสุดพลัง ทำให้เธอทำอะไรๆ กับสิ่งของได้ด้วยวิธีใหม่ๆ และทั้งหมดนี้เป็นไปในขณะมีแผนสำรองเพื่อหลบหนีจากฆาตกร
Story
เอโลดี้ ราโคโต้ เกิดในครอบครัวชาวปารีสผู้มั่งมีที่อยู่ห่างจากเกาะมาดากัสการ์อันเขียวขจีที่เป็นบ้านเกิดของพ่อแม่เธอไปหลายไมล์ เป้เธอหนักอยู่เสมอ และปกติแล้วจะไม่มีการบ้านเลย เธอแบกแต่ของที่จำเป็น คือ หนังสือประวัติศาสตร์สองสามเล่ม แผนที่ และเสียมขนาดกะทัดรัด แทนที่จะเสียเวลาไปกับข้อเท็จจริงอันน่าคลื่นเหียนในชั้นเรียน เอโลดี้กลับออกสำรวจเมืองเพื่อสำรวจเรื่องราวเบื้องหลังรูปปั้นต่างๆ ละแวกบ้าน และป้ายถนน เธอเก็บเล็กผสมน้อยสิ่งต่างๆ ในปารีสมาสร้างเป็นเรื่องราวของตัวเอง
เมื่ออายุได้สิบสี่ พ่อแม่ก็พาเธอร่วม 'เดินทางทำธุรกิจ' ไปยังเกาะไดเออร์ เธอผิดหวังอย่างใหญ่หลวง เกาะนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวเฉพาะสำหรับสมาชิกของกลุ่มอิมพีเรียตติ เธอถูกบังคับให้ต้องเข้าสังคมอันเสแสร้งและน่ากระอักกระอ่วนทุกวี่วัน สองสามสัปดาห์บนเกาะผ่านไป เธอก็ได้พบกับพวกพารายห์ซึ่งเป็นวัยรุ่นที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน พวกนั้นไม่สนใจจะเป็นเบี้ยบนกระดานหมากการเมืองของพ่อแม่ ยามค่ำคืนฝนตกอันน่าเบื่อหน่าย เธอก็ชวนพวกเขาแอบออกไปสำรวจเกาะโดยไม่ให้ใครรู้
ยามเย็นหมอกหนาวันหนึ่ง พวกเขาเหยียบย่างไปยังค่ายกักกันที่ถูกทิ้งร้าง เฟลิคส์ผู้เป็นหนึ่งในพารายห์ไม่อยากเข้าไปในนั้น แต่เอโลดี้ยืนกรานจะเข้าไป ในนั้น พวกเขาพบห้องทดลองใต้ดินอันแปลกประหลาดในซากปรักหักพัง เหล่าพารายห์บังเกิดความตื่นเต้น ค้นดูพวกอุปกรณ์แปลกๆ เพื่อเก็บไปเป็นของที่ระลึก แต่เอโลดี้สังเกตเห็นบางสิ่งที่มุมซ้ายสุดไกลของผนัง มันเป็นรอยขีดเขียนแปลกๆ รูปวงกลม เธอลากเล็บไปตามคอนกรีตเย็นๆ ร่องรอยเหล่านั้นทั้งลึกและแคบ และทันใดนั้นเสียงกระซิบอุ่นๆ ก็พลันส่งใจเธอให้ล่องลอยไป
ฟ้าร้องครืนคราง คลื่นสีดำเป็นประกายแพรวพราว หาดทรายสีซีดเผือด ด้วยสติครึ่งๆ กลางๆ เธอถูกบังคับให้สัมผัสกับทรายที่เย็นเหมือนน้ำแข็งแล้ววาดรูปวงกลมที่มีเส้นตรงกลาง
พลันเสียงฟ้าคำรามดังสนั่น สายฟ้ากระหน่ำโบยท้องฟ้า พื้นสะเทือนเลื่อนลั่นดุจมีกรงเล็บสีดำเงาฉีกทะลุพื้นคอนกรีตขึ้นมาแยกผืนโลกแหวกออก อาคารเริ่มถล่มลงมา เอโลดี้เห็นแม่ของเธอแกว่งไกวเครื่องมือหน้าตาประหลาดขณะที่พ่อของเธอบอกให้หนี จากนั้น...
ทุกอย่างพลันมืดสนิทมิดทะมึน
เอโลดี้ไม่ได้พบพ่อแม่ตัวเองอีกเลย
ตลอดหลายปีหลังจากนั้น ฝันร้ายนี้ปลุกเธอขึ้นกลางค่ำคืนในสภาพเหงื่อโทรมกายเย็นเยียบที่สั่นเทาราวใบไม้ใบเล็กๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งแล้วเธอต้องทุกข์ทนกับฝันร้ายอันน่าสะพรึงกลัวและมักจะปฏิเสธไม่ยอมเข้านอน เพื่อให้เธอสงบลง ยายของเธอมักจุดเทียนชาแล้วเล่านิทานให้ฟังจนกว่าไส้เทียนจะมอดดับไปในแอ่งขี้ผึ้งละลายเหลวร้อน ความหอมของขี้ผึ้งกลิ่นวานิลลาช่วยกล่อมเอโลดี้ให้เข้านอนขณะคิดถึงภาพเรื่องราวของผู้กล้าในตำนานที่เอาชนะความกลัวและศัตรู เอโลดี้ลืมเรื่องราวไปแล้วแต่ยังคงจำความปรารถนาที่มีต่อภูเขามหึมาและป่าเขียวขจีที่มาดากัสการ์อย่างที่ยายบรรยายไว้ได้ เมื่อเอโลดี้รู้สึกเหน็บหนาวและมึนชาด้วยความทุกข์ระทม เธอจะจุดเทียนกลิ่นวานิลลาแล้วเรียกเอาความทรงจำวัยเด็กที่ถึงชนบทแสนไกลอันสงบง่ายและงดงามขึ้นมาเพื่อชุบชูใจให้ผงาดเหนือความเศร้าโศกอันแสนพิกลพิการ
สิบสี่ปีต่อมา เอโลดี้ยังคงตามหาชิ้นส่วนของปริศนาที่หายไป ไม่มีคำอธิบายอันมีเหตุผลใดอธิบายเรื่องการหายตัวไปของพ่อแม่เธอได้ เธอจึงไปหาคำตอบเอาในทางอื่น เธอค้นคว้าตำนานทั้งปวงที่กล่าวถึงพลังความมืดที่จับตัวคนไปในยามค่ำคืนอย่างไร้ร่องรอย จากจุดเริ่มต้นนั้น เธอแปลเรื่องเล่าโบราณและถักทอเรื่องราวด้วยเรื่องเล่าจากทั่วโลกที่ยืนยันถึงการหายตัวไปบนเกาะไดเออร์อย่างไม่อาจอธิบายได้ของพ่อแม่ แถมเธอยังรวบรวมเอาสิ่งประดิษฐ์ของอารยธรรมโบราณที่แสวงหาการทำลายล้างหรือชุบชีวิตให้สิ่งอันอธิบายไม่ได้และไม่อาจเข้าใจได้ซึ่งเอาตัวพ่อแม่เธอไปด้วย มันถูกเรียกด้วยชื่อมากมายหลายหลาก แตกต่างกันไปตามในแต่ละภาษา อเวจี อสงไขย รู
การค้นหานั้นพาเธอไปสู่สาขาของความลี้ลับอันมืดมิด เหล่าพารายห์จากไปนานแล้ว ทฤษฎีของเธอทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยก แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้เรื่องพ่อแม่
เอโลดี้ออกเดินทางไปในม่านหมอกของยามเย็นอันเย็นเยียบ เธอเลี้ยวที่มุม ออกจากเขตการปกครองที่ 13 ของปารีสอันเป็นละแวกบ้านที่แปลกประหลาดซึ่งเต็มไปด้วยห้องสมุดที่มีอายุย้อนไปได้ถึงยุคกลาง เธอต้องทำงานให้กับฮัซรา ชาห์ นักสะสมที่เชี่ยวชาญเรื่องลี้ลับและเป็นผู้เก็บรวบรวมสิ่งประดิษฐ์หายาก
เขาจ้างเธอหลังจากที่เธอเก็บกู้เอารูปปั้นเขี้ยวแมงมุมหายากที่ถูกขโมยไปของชาวเมารีมาได้ มันมีลักษณะเหมือนกรงเล็บที่เธอเคยเจอบนเกาะไดเออร์ ตลอดห้าปีต่อจากนั้น เอโลดี้คอยจัดหาวัตถุโบราณหายากมาให้นักสะสม และเขาก็จะมอบเงิน อุปกรณ์ และข้อมูลอันชัดเจนจำนวนมากเกี่ยวกับตำรับตำราอันคลุมเครือให้เป็นข้อแลกเปลี่ยน
ด้วยคำขอของนักสะสม เธอเอาจดหมายเหตุการพิจารณาคดีแม่มดที่กระทำผิดด้วยการเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดแฝดตัวติดกันในศตวรรษที่สิบเจ็ดมาได้ ตามตำนานแล้ว การบริกรรมคาถาจะถูกสลักไว้บนกะโหลกศีรษะชุดหนึ่งซึ่งนักสะสมมีในครอบครองแล้วทั้งสิ้น เว้นแต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือกะโหลกแม่มด ไม่มีเบาะแสว่าบัดนี้กะโหลกใบนั้นอยู่ใน แต่เอโลดี้พบบทความในหนังสือพิมพ์ที่ย้อนหลังไปถึงปีเดียวกันนั้น มันระบุว่าซากศพส่วนใหญ่ถูกย้ายไปไว้ในสุสานเพื่อหลีกเลี่ยงโรคระบาด เอโลดี้รีบไปตามลางสังหรณ์ เธอพังสุสานเข้าไปเพื่อนำเอากะโหลกที่หายไปกลับมา นั่นเสี่ยงแน่นอน แต่ก็ไม่เท่ากับงานก่อนๆ ที่เคยทำให้นักสะสม
เอโลดี้ใช้ไฟฉายเดินตามแผนผังของสุสานใต้ดินไปพบกับซากกำแพงถล่ม หินใหญ่บางก้อนขวางทางเข้าเอาไว้ เธอคว้าเครื่องวิเคราะห์ XRF พกกาออกมาสแกนดูวัสดุที่ใช้ทำกำแพง การทำงานให้นักสะสมนั้นมีประโยชน์ของมันอยู่ ปูนที่ฉาบกำแพงนั้นผสมอย่างหยาบๆ มีร่องรอยของทรายอยู่สูง ทั้งหมดนั้นเปราะและพื้นก็แฉะด้วยอากาศชื้นยามเย็น นี่คือทางเข้าของเธอ
การเดินทางลึกลงไปนั้นทั้งยาวและไม่มั่นคง อากาศหายใจลำบากและเต็มไปด้วยรา เธอหายใจเฮือกเมื่อไฟฉายพวงกุญแจของตัวเองชนเข้ากับกำแพงกะโหลกขาวซีดยาวไม่มีที่สิ้นสุด
เสียงบางอย่างแตกดังขึ้นข้างหลัง เอโลดี้รีบหันไปแล้วก็โดนไม้เบสบอลหวดเข้าที่หัว ความเจ็บปวดระเบิดท่วมถมกะโหลกและดวงตาเธอก็มืดมิดไปหมด
เมื่อฟื้นขึ้นมา ชายคนหนึ่งกำลังแบกเธอไว้บนบ่า เดินทางลึกเข้าไปในสุสานใต้ดิน เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำ
พวกหุบเขานิลกาฬ
เธอเลี่ยงพวกเขามาได้จนบัดนี้ พวกนั้นทั้งอันตรายถึงตายและไร้ปรานี เป็นที่รู้จักในหลายชื่อ เธอนึกขึ้นได้ว่าสุดท้ายแล้วทั้งหมดนั้นทำงานให้กลุ่มเดียวกัน มันคือกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในเวทมนตร์คาถาที่จะบูชายัญมนุษย์ให้แก่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเจ้าบรรพกาล นั่นทำให้เธอต้องหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เอโลดี้เห็นหัวกะโหลกที่ติดหลวมๆ อยู่กับกำแพง เธอคว้ามันมาทุบหัวคนที่ทำร้ายเธอ ชายคนนั้นมึนงงเสียการทรงตัวแล้วเอโลดี้ก็ลงพื้นวิ่งหนี และในทันทีที่เลี้ยวตรงหัวมุม เธอก็พลันรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ข้างตัว
เธอมองลงไปแล้วเห็นมีดขนาดใหญ่ปักอยู่ ด้วยความตกใจ เอโลดี้ดึงมีดออกแล้วเลือดอุ่นๆ ก็พุ่งออกมา
เสียงหัวใจเต้นดังในรูหูในขณะที่ดวงตาของเธอก็พร่ามัว
เอโลดี้ทรุดเข่าลงกับพื้น พยายามดึงเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดออกมา เธอใช้นิ้วอันสั่นเทาที่เปื้อนเลือดแดงฉานวาดวงกลมบนพื้นแล้วลากเส้นลงตรงกลาง
ความหนักอึ้งทึบทบกดทับลงบนไหล่เธอ กลิ่นอันคุ้นเคยของผลวานิลลาและเมล็ดลิ้นจี่ปกคลุมอากาศ ฝนเขตร้อนบางๆ พรำลงบนเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยใบ ความอบอุ่น
มาดากัสการ์
เสียงโหยไห้ดุจภูตผีระเบิดปะทุจากใบไม้หนาเตอะ
เอโลดี้เงยหน้าขึ้นมองแล้วเถาวัลย์ก็กลายเป็นงูขู่ฟอดฟ่อ ดินที่ปกคลุมอยู่พลันกลายเป็นเถ้าถ่านแล้วถล่มลงใต้เท้าของเธอ เอโลดี้จมลงไปในความเย็นชื้นที่สูบเอาเธอลงไปเหมือนทรายดูด เธอกรีดร้อง ก่อนจะถูกปกคลุมด้วยอเวจี.. อสงไขย... รู
เธอได้พบกับสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหาอยู่
เมื่ออายุได้สิบสี่ พ่อแม่ก็พาเธอร่วม 'เดินทางทำธุรกิจ' ไปยังเกาะไดเออร์ เธอผิดหวังอย่างใหญ่หลวง เกาะนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวเฉพาะสำหรับสมาชิกของกลุ่มอิมพีเรียตติ เธอถูกบังคับให้ต้องเข้าสังคมอันเสแสร้งและน่ากระอักกระอ่วนทุกวี่วัน สองสามสัปดาห์บนเกาะผ่านไป เธอก็ได้พบกับพวกพารายห์ซึ่งเป็นวัยรุ่นที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน พวกนั้นไม่สนใจจะเป็นเบี้ยบนกระดานหมากการเมืองของพ่อแม่ ยามค่ำคืนฝนตกอันน่าเบื่อหน่าย เธอก็ชวนพวกเขาแอบออกไปสำรวจเกาะโดยไม่ให้ใครรู้
ยามเย็นหมอกหนาวันหนึ่ง พวกเขาเหยียบย่างไปยังค่ายกักกันที่ถูกทิ้งร้าง เฟลิคส์ผู้เป็นหนึ่งในพารายห์ไม่อยากเข้าไปในนั้น แต่เอโลดี้ยืนกรานจะเข้าไป ในนั้น พวกเขาพบห้องทดลองใต้ดินอันแปลกประหลาดในซากปรักหักพัง เหล่าพารายห์บังเกิดความตื่นเต้น ค้นดูพวกอุปกรณ์แปลกๆ เพื่อเก็บไปเป็นของที่ระลึก แต่เอโลดี้สังเกตเห็นบางสิ่งที่มุมซ้ายสุดไกลของผนัง มันเป็นรอยขีดเขียนแปลกๆ รูปวงกลม เธอลากเล็บไปตามคอนกรีตเย็นๆ ร่องรอยเหล่านั้นทั้งลึกและแคบ และทันใดนั้นเสียงกระซิบอุ่นๆ ก็พลันส่งใจเธอให้ล่องลอยไป
ฟ้าร้องครืนคราง คลื่นสีดำเป็นประกายแพรวพราว หาดทรายสีซีดเผือด ด้วยสติครึ่งๆ กลางๆ เธอถูกบังคับให้สัมผัสกับทรายที่เย็นเหมือนน้ำแข็งแล้ววาดรูปวงกลมที่มีเส้นตรงกลาง
พลันเสียงฟ้าคำรามดังสนั่น สายฟ้ากระหน่ำโบยท้องฟ้า พื้นสะเทือนเลื่อนลั่นดุจมีกรงเล็บสีดำเงาฉีกทะลุพื้นคอนกรีตขึ้นมาแยกผืนโลกแหวกออก อาคารเริ่มถล่มลงมา เอโลดี้เห็นแม่ของเธอแกว่งไกวเครื่องมือหน้าตาประหลาดขณะที่พ่อของเธอบอกให้หนี จากนั้น...
ทุกอย่างพลันมืดสนิทมิดทะมึน
เอโลดี้ไม่ได้พบพ่อแม่ตัวเองอีกเลย
ตลอดหลายปีหลังจากนั้น ฝันร้ายนี้ปลุกเธอขึ้นกลางค่ำคืนในสภาพเหงื่อโทรมกายเย็นเยียบที่สั่นเทาราวใบไม้ใบเล็กๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งแล้วเธอต้องทุกข์ทนกับฝันร้ายอันน่าสะพรึงกลัวและมักจะปฏิเสธไม่ยอมเข้านอน เพื่อให้เธอสงบลง ยายของเธอมักจุดเทียนชาแล้วเล่านิทานให้ฟังจนกว่าไส้เทียนจะมอดดับไปในแอ่งขี้ผึ้งละลายเหลวร้อน ความหอมของขี้ผึ้งกลิ่นวานิลลาช่วยกล่อมเอโลดี้ให้เข้านอนขณะคิดถึงภาพเรื่องราวของผู้กล้าในตำนานที่เอาชนะความกลัวและศัตรู เอโลดี้ลืมเรื่องราวไปแล้วแต่ยังคงจำความปรารถนาที่มีต่อภูเขามหึมาและป่าเขียวขจีที่มาดากัสการ์อย่างที่ยายบรรยายไว้ได้ เมื่อเอโลดี้รู้สึกเหน็บหนาวและมึนชาด้วยความทุกข์ระทม เธอจะจุดเทียนกลิ่นวานิลลาแล้วเรียกเอาความทรงจำวัยเด็กที่ถึงชนบทแสนไกลอันสงบง่ายและงดงามขึ้นมาเพื่อชุบชูใจให้ผงาดเหนือความเศร้าโศกอันแสนพิกลพิการ
สิบสี่ปีต่อมา เอโลดี้ยังคงตามหาชิ้นส่วนของปริศนาที่หายไป ไม่มีคำอธิบายอันมีเหตุผลใดอธิบายเรื่องการหายตัวไปของพ่อแม่เธอได้ เธอจึงไปหาคำตอบเอาในทางอื่น เธอค้นคว้าตำนานทั้งปวงที่กล่าวถึงพลังความมืดที่จับตัวคนไปในยามค่ำคืนอย่างไร้ร่องรอย จากจุดเริ่มต้นนั้น เธอแปลเรื่องเล่าโบราณและถักทอเรื่องราวด้วยเรื่องเล่าจากทั่วโลกที่ยืนยันถึงการหายตัวไปบนเกาะไดเออร์อย่างไม่อาจอธิบายได้ของพ่อแม่ แถมเธอยังรวบรวมเอาสิ่งประดิษฐ์ของอารยธรรมโบราณที่แสวงหาการทำลายล้างหรือชุบชีวิตให้สิ่งอันอธิบายไม่ได้และไม่อาจเข้าใจได้ซึ่งเอาตัวพ่อแม่เธอไปด้วย มันถูกเรียกด้วยชื่อมากมายหลายหลาก แตกต่างกันไปตามในแต่ละภาษา อเวจี อสงไขย รู
การค้นหานั้นพาเธอไปสู่สาขาของความลี้ลับอันมืดมิด เหล่าพารายห์จากไปนานแล้ว ทฤษฎีของเธอทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยก แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้เรื่องพ่อแม่
เอโลดี้ออกเดินทางไปในม่านหมอกของยามเย็นอันเย็นเยียบ เธอเลี้ยวที่มุม ออกจากเขตการปกครองที่ 13 ของปารีสอันเป็นละแวกบ้านที่แปลกประหลาดซึ่งเต็มไปด้วยห้องสมุดที่มีอายุย้อนไปได้ถึงยุคกลาง เธอต้องทำงานให้กับฮัซรา ชาห์ นักสะสมที่เชี่ยวชาญเรื่องลี้ลับและเป็นผู้เก็บรวบรวมสิ่งประดิษฐ์หายาก
เขาจ้างเธอหลังจากที่เธอเก็บกู้เอารูปปั้นเขี้ยวแมงมุมหายากที่ถูกขโมยไปของชาวเมารีมาได้ มันมีลักษณะเหมือนกรงเล็บที่เธอเคยเจอบนเกาะไดเออร์ ตลอดห้าปีต่อจากนั้น เอโลดี้คอยจัดหาวัตถุโบราณหายากมาให้นักสะสม และเขาก็จะมอบเงิน อุปกรณ์ และข้อมูลอันชัดเจนจำนวนมากเกี่ยวกับตำรับตำราอันคลุมเครือให้เป็นข้อแลกเปลี่ยน
ด้วยคำขอของนักสะสม เธอเอาจดหมายเหตุการพิจารณาคดีแม่มดที่กระทำผิดด้วยการเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดแฝดตัวติดกันในศตวรรษที่สิบเจ็ดมาได้ ตามตำนานแล้ว การบริกรรมคาถาจะถูกสลักไว้บนกะโหลกศีรษะชุดหนึ่งซึ่งนักสะสมมีในครอบครองแล้วทั้งสิ้น เว้นแต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือกะโหลกแม่มด ไม่มีเบาะแสว่าบัดนี้กะโหลกใบนั้นอยู่ใน แต่เอโลดี้พบบทความในหนังสือพิมพ์ที่ย้อนหลังไปถึงปีเดียวกันนั้น มันระบุว่าซากศพส่วนใหญ่ถูกย้ายไปไว้ในสุสานเพื่อหลีกเลี่ยงโรคระบาด เอโลดี้รีบไปตามลางสังหรณ์ เธอพังสุสานเข้าไปเพื่อนำเอากะโหลกที่หายไปกลับมา นั่นเสี่ยงแน่นอน แต่ก็ไม่เท่ากับงานก่อนๆ ที่เคยทำให้นักสะสม
เอโลดี้ใช้ไฟฉายเดินตามแผนผังของสุสานใต้ดินไปพบกับซากกำแพงถล่ม หินใหญ่บางก้อนขวางทางเข้าเอาไว้ เธอคว้าเครื่องวิเคราะห์ XRF พกกาออกมาสแกนดูวัสดุที่ใช้ทำกำแพง การทำงานให้นักสะสมนั้นมีประโยชน์ของมันอยู่ ปูนที่ฉาบกำแพงนั้นผสมอย่างหยาบๆ มีร่องรอยของทรายอยู่สูง ทั้งหมดนั้นเปราะและพื้นก็แฉะด้วยอากาศชื้นยามเย็น นี่คือทางเข้าของเธอ
การเดินทางลึกลงไปนั้นทั้งยาวและไม่มั่นคง อากาศหายใจลำบากและเต็มไปด้วยรา เธอหายใจเฮือกเมื่อไฟฉายพวงกุญแจของตัวเองชนเข้ากับกำแพงกะโหลกขาวซีดยาวไม่มีที่สิ้นสุด
เสียงบางอย่างแตกดังขึ้นข้างหลัง เอโลดี้รีบหันไปแล้วก็โดนไม้เบสบอลหวดเข้าที่หัว ความเจ็บปวดระเบิดท่วมถมกะโหลกและดวงตาเธอก็มืดมิดไปหมด
เมื่อฟื้นขึ้นมา ชายคนหนึ่งกำลังแบกเธอไว้บนบ่า เดินทางลึกเข้าไปในสุสานใต้ดิน เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำ
พวกหุบเขานิลกาฬ
เธอเลี่ยงพวกเขามาได้จนบัดนี้ พวกนั้นทั้งอันตรายถึงตายและไร้ปรานี เป็นที่รู้จักในหลายชื่อ เธอนึกขึ้นได้ว่าสุดท้ายแล้วทั้งหมดนั้นทำงานให้กลุ่มเดียวกัน มันคือกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในเวทมนตร์คาถาที่จะบูชายัญมนุษย์ให้แก่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเจ้าบรรพกาล นั่นทำให้เธอต้องหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เอโลดี้เห็นหัวกะโหลกที่ติดหลวมๆ อยู่กับกำแพง เธอคว้ามันมาทุบหัวคนที่ทำร้ายเธอ ชายคนนั้นมึนงงเสียการทรงตัวแล้วเอโลดี้ก็ลงพื้นวิ่งหนี และในทันทีที่เลี้ยวตรงหัวมุม เธอก็พลันรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ข้างตัว
เธอมองลงไปแล้วเห็นมีดขนาดใหญ่ปักอยู่ ด้วยความตกใจ เอโลดี้ดึงมีดออกแล้วเลือดอุ่นๆ ก็พุ่งออกมา
เสียงหัวใจเต้นดังในรูหูในขณะที่ดวงตาของเธอก็พร่ามัว
เอโลดี้ทรุดเข่าลงกับพื้น พยายามดึงเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดออกมา เธอใช้นิ้วอันสั่นเทาที่เปื้อนเลือดแดงฉานวาดวงกลมบนพื้นแล้วลากเส้นลงตรงกลาง
ความหนักอึ้งทึบทบกดทับลงบนไหล่เธอ กลิ่นอันคุ้นเคยของผลวานิลลาและเมล็ดลิ้นจี่ปกคลุมอากาศ ฝนเขตร้อนบางๆ พรำลงบนเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยใบ ความอบอุ่น
มาดากัสการ์
เสียงโหยไห้ดุจภูตผีระเบิดปะทุจากใบไม้หนาเตอะ
เอโลดี้เงยหน้าขึ้นมองแล้วเถาวัลย์ก็กลายเป็นงูขู่ฟอดฟ่อ ดินที่ปกคลุมอยู่พลันกลายเป็นเถ้าถ่านแล้วถล่มลงใต้เท้าของเธอ เอโลดี้จมลงไปในความเย็นชื้นที่สูบเอาเธอลงไปเหมือนทรายดูด เธอกรีดร้อง ก่อนจะถูกปกคลุมด้วยอเวจี.. อสงไขย... รู
เธอได้พบกับสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหาอยู่