เฟลิคส์ ริชเทอร์
Base Info
- Chapterบท Descend Beyond
Perks
Feature
สถาปนิกช่างฝัน สามารถใช้ความมุ่งมั่นอันไม่ย่อท้อมาสร้างแผนการและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตคนอื่น
Perk ประจำตัวของเขา เพ้อฝัน, มาตรการจนตรอก และทนไม้ทนมือ ช่วยให้เขาเผยตำแหน่งเครื่องปั่นไฟ ช่วยผู้รอดชีวิตคนอื่น และใช้เครื่องมือของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
Perk ประจำตัวของเขา เพ้อฝัน, มาตรการจนตรอก และทนไม้ทนมือ ช่วยให้เขาเผยตำแหน่งเครื่องปั่นไฟ ช่วยผู้รอดชีวิตคนอื่น และใช้เครื่องมือของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
Story
เฟลิคส์ ริชเทอร์ กำเนิดจากเจนอสและเออร์ซูลาในเมืองโคบูร์ก ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นที่ที่ตระกูลริชเทอร์มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งแหละเป็นที่เคารพนับถือที่สุดในหมู่แพทย์ของเมือง พ่อแม่ของเขาซึ่งเป็นสมาชิกชนชั้นสูงสมัยโบราณทั้งคู่ มักออกจากคฤหาสน์ริชเทอร์ไปยังการประชุมทางการแพทย์หรือไปให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมทั่วโลกอยู่เสมอ การเดินทางทำให้เฟลิคส์ในวัยเยาว์ได้พบกับวัฒนธรรม ภาษา และสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ซึ่งไม่เหมือนกับอะไรๆ ที่เขาเคยเห็นมาก่อนเลย เขาไม่รู้ว่าตัวเองโดนแมลงสถาปัตยกรรมกัดเข้าตอนไหน แต่พอกัดแล้วมันก็กัดเสียแรงเลียทีเดียว และเฟลิคส์ก็รู้ว่าแม้จะมีมรดกของครอบครัว วันหนึ่งเขาจะออกแบบตึกที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่โลก พออายุ 23 เขาก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยบุคคลทางสถาปัตยกรรมด้วยการได้รับเหรียญสถาปนิกสวิสและรางวัลการออกแบบแห่งชาติเยอรมัน แต่ทั้งที่ประสบความสำเร็จเช่นนั้น เฟลิคส์ก็ไม่อาจสลัดทิ้งซึ่งความรู้สึกที่คอยกัดกินว่าความสำเร็จของเขานั้นเป็นไปเพราะโชคและสายสัมพันธ์มากกว่าความสามารถและความมุมานะ
เมื่อโตขึ้น เฟลิคส์ก็อึดอัดกับการเข้าสังคมและมีบุคลิกแบบเก็บตัว ชอบอยู่กับจินตนาการของตัวเองมากกว่าไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่นๆ เขามีเพื่อนอยู่ไม่กี่คน ทำให้เวลาที่ไม่ได้เดินทางไปกับพ่อแม่เฟลิคส์ก็ขลุกอยู่กับหนังสือหายากในห้องสมุดของพ่อ ศึกษาประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ซึมซับเอาทุกสิ่งทุกอย่างของการเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรมตลอดหลายศตวรรษเข้าไปเท่าที่ทำได้ พ่อของเขาหวังว่าเฟลิคส์ในวัยเยาว์จะรู้จักออกไปข้างนอกมากกว่านี้ รวมทั้งได้จ้างผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมาช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมให้เขาด้วย แต่เมื่อความพยายามเหล่านั้นล้มเหลว พ่อของเขาก็ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวพ่อถึงเวลาลูกชายคนนี้ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง เขาก็เลยไปอยู่ในห้องสมุดกับเฟลิคส์แล้วช่วยสร้างแบบจำลองอันละเอียดลออที่ทำจากไม้ไปพร้อมเล่าเรื่องชมรบลับของตัวเอง รวมถึงศึกในสมับโบราณที่ชมรมนี้มีต่อความมืดและพลังอัปมงคล เฟลิคส์มั่นใจว่าพ่อแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้กลุ่ม ‘อิมพีเรีตติ’ ของตัวเองฟังดูเท่กว่าความเป็นจริง
บางครั้งเฟลิคส์ก็สงสัยว่าความรู้สึกรู้สาที่เขามีแก่การออกแบบนั้นมาจากการท่องเที่ยวไปเกาะไดเออร์ในฤดูร้อน มันเป็นเกาะส่วนตัวอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาด้วยการออกแบบและบ้านชั้นเลิศที่สุดในโลก เฟลิคส์ไปที่เกาะนี้กับพ่อแม่ของเขา ที่ซึ่งสมาชิกอิมพีเรียตติจะส่งเสริมให้ลูกๆ ของตัวเองเข้าสู่เครือข่ายและสร้างสายสัมพันธ์อันยืนยาวตลอดชีวิต เฟลิคส์เข้ากับวัยรุ่นคนอื่นๆ ได้ไม่ดีนัก แต่เขาก็ได้เพื่อนมาสี่คนที่ก็เหมือนเขาคือรู้สึกเข้าไม่ค่อยได้กับ ‘สังคมชั้นสูง’ พวกเขาถูกวัยรุ่นคนอื่นล้อเลียนและเรียกอย่างดูหมิ่นอยู่บ่อยๆ ว่า ‘พวกพารายห์’ ซึ่งเป็นชื่อที่พวกเขาชอบและรับไว้ด้วยความยินดี แทนที่จะฝึกฝนการพูดในที่สาธารณะและมีส่วนร่วมในการโต้วาทีอันไร้ที่สิ้นสุด เหล่าพารายห์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสำรวจซากปรักหักพังและปริศนาของเกาะจนกระทั่งการผจญภัยครั้งหนึ่งของพวกเขาทำให้ทุกอย่างกลับกลายเป็นเลวร้ายลง ระหว่างการสำรวจค่ายกักกันร้าง พวกเขาก็ตกลงไปในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นห้องวิจัยใต้ดินที่พวกเขาพบกับบันทึกหนังเก่าๆ ซึ่งมีภาพประกอบและบันทึกถึงการทดลองอันไร้มนุษยธรรมที่กระทำกับนักโทษของสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่งที่บริษัทอินเดียตะวันออกของบริเตนก่อขึ้น เมื่อผลักประตูที่ล็อกไว้เข้าไป พวกเขาก็พบกับห้องที่มีโครงกระดูกมนุษย์และหลอดยาใส่เซรุ่มที่ไม่มีใครรู้จักกระจัดกระจายไปทั่ว ก่อนที่พวกเขาจะตรวจสอบอะไรต่อมิอะไร พื้นที่ยืนอยู่ก็สั่นไหวและเสียงแซ่ดซ่าก็ดังก้องหู สายหมอกแปลกประหลาดพลันปรากฏขึ้นและกรงเล็บยักษ์ก็ราวระเบิดขึ้นมาจากพื้นเมื่อจินตนาการแสนมืดมิดผสานเข้ากับความเป็นจริงเพื่อฉีกกระชากขวัญของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อของเฟลิคส์กับพ่อแม่คนอื่นๆ ก็มาช่วยไว้โดยใช้เครื่องมือและวัตถุแปลกๆ ปกป้องพวกเขา เฟลิคส์จ้องมองภาพที่เห็นด้วยความตกตะลึงและไม่เชื่อ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฝันหรือกำลังอยู่ในเรื่องเหนือธรรมชาติอันน่าขันเรื่องหนึ่งของพ่อ และในตอนที่ตระหนักได้ว่าไม่ใช่ฝัน ทุกอย่างก็พลันจบลง พวกพารายห์ปลอดภัยดี แต่พ่อแม่ของพวกเขานั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อหายจากความตกตะลึงที่พ่อหายตัวไป เฟลิคส์ก็ค้นหาทฤษฎีใดๆ ที่อาจช่วยให้เขาเข้าใจปรากฏการที่พบบนเกาะ เขาแลกเปลี่ยนบันทึกกับเหล่าพารายห์และคนอื่นๆ ที่พบกันออนไลน์ซึ่งก็สูญเสียคนที่ตนรักไปในทำนองเดียวกัน โศกนาฏกรรมอุปถัมภ์ให้เกิดสายสัมพันธ์อันแข็งแกร่งขึ้นระหว่างเหล่าพารายห์อยู่หลายปีที่พวกเขาร่วมมือกันเพื่อขุดคุ้ยปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ตัวเอง ทว่า ไม่มีสิ่งใดดูสมเหตุสมผลเลย และทุกเบาะแสที่พวกเขาไล่ตามไปนั้นก็ชนเข้ากับทางตันทั้งสิ้น ความพยายามของพวกเขาลดน้อยลงไปตามกาลเวลา และเพื่อนทั้งห้าต่างก็เติบโตเหินห่างร้างกันไป แต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง หวังจะลืมความมืดมิดไร้ชื่อกล่าวขานที่มาขโมยพ่อแม่ของพวกเขาไป ตลอดเวลาหลายปี เฟลิคส์ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถาปนิกที่ดีเลิศ ทว่าก็ไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจจะทำงานให้ใครที่ไหนอยู่ดี เขาตระหนักว่าพ่อพูดถูก ทักษะในการเข้าสังคมคอยถ่วงความเจริญเขา ด้วยจุดมุ่งหมายและความมุมานะ เฟลิคส์ปรับปรุงมารยาทและการเลือกใช้คำ รวมทั้งเรียนรู้ที่จะสร้างสัมพันธ์หรือที่เขาชอบเรียกว่า ‘เสแสร้ง’ เขาสร้างลักษณะภายนอกอันสมบูรณ์แบบอันทำให้ตัวเองน่าคบหาและเป็นที่นิยมในหมู่ว่าที่ลูกค้า หลังจากทำงานให้บริษัทสถาปัตยกรรมมาหลายแห่ง เฟลิคส์ก็ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นกับเพื่อนร่วมงานที่ชื่อลอเรน โกลเดอร์ ทั้งสองคนมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และเป็นปฏิปักษ์ทางปรัชญาต่อสิ่งปลูกสร้างแบบสูตรสำเร็จสไตล์โมเดิร์น ทั้งสองทำการทดลองด้วยโครงสร้าง รูปทรง และวัสดุแปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง เฟลิคส์ยังคงบ่อนทำลายความคาดหวังตามขนบอย่างต่อเนื่องด้วยอุปกรณ์ที่ฉีกแนวและไม่เป็นไปตามธรรมเนียมซึ่งทำให้โลกสถาปัตยกรรมปั่นป่วน แต่ไม่ว่าจะได้รางวัลมากี่สถาบัน เขาก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นของปลอมไปได้ เหมือนนักแสดงที่ได้เรียนรู้เพียงส่วนหนึ่งแทนที่จะเป็นสถาปนิกที่แท้จริงผู้บันดาลใจโลกด้วยการออกแบบอันไร้รอยด่างพร้อย ในช่วงเวลาที่รู้ไม่มั่นคงและกังขาในความสามารถของตัวเองนั้น เขาจะพาตัวเองออกจากวังวนความคิดด้วยการปาร์ตี้ไม่จบสิ้นแล้วจุ่มความกังวลลงไปในเครื่องดื่มมึนเมา พร้อมหวังว่าพ่อจะยังอยู่เพื่อให้คำแนะนำอันดุดันและภูมิปัญญาอันร้อนแรง
แต่แล้ว แฟนสาวของเฟลิคส์ก็บอกว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน ข่าวนี้สั่นคลอนเขาไปถึงแก่นด้วยความปรารถนาจะสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกนี้ได้อย่างที่พ่อเคยสร้างแรงบันดาลใจให้เขา เขารีบทำชีวิตให้เป็นแก่นเป็นสาร ที่เฟลิคส์ต้องการคือโครงการที่จะท้าทายเขาและปูนซีเมนต์ที่เขาคิดว่าควรค่าในสถานะสถาปนิก ราวโชคชะตาจัดสรร โอกาสอันเหมาะเจาะแสดงกายขึ้นเมื่อเพื่อนเก่าของพ่อเขามอบหมายให้บริษัท ‘ริชเทอร์และโกลเดอร์’ ของเขาสร้างอะไรที่ทั้งใหม่และแหวกขนบขึ้นบนเกาะไดเออร์ ความท้าทายนั้นทำให้เฟลิคส์ผู้บัดนี้จมความกังวลอยู่กับบทความละหนังสือว่าด้วยการเลี้ยงลูกทั้งตื่นเต้นและสะเทือนขวัญ
ภายในหกเดือน โครงการฟื้นฟูไดเออร์ก็ได้ดำเนินไป และเมื่อเฟลิคส์สำรวจเกาะนั่น เขาก็พลันได้ยินเสียงอันคุ้นเคยร้องเรียกจากเหนืออาคารสไตล์วิกตอเรียนหลังผุพังและซากปรักหักพังที่ซุ่มซ่อนเรื่องราวดำมืดที่ถูกปิดบังมายาวนานและหลงลืมไป เมื่อมองผ่านสายหมอกประหลาดที่ก่อตัวขึ้น เขาก็เห็นรูปร่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาเบิกโพลงแต่ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา จริงเหรอ? มันเป็นไปได้เหรอ? ไม่... เป็นไปไม่ได้... มัน... เป็นไปไม่ได้... แต่ก็...
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ เฟลิคส์ก็ผงะถอยหลังที่เห็นพ่อปรากฏกายจากสายหมอก แข้งขาเขาอ่อนแรง และหัวใจที่เต้นแรงก็ลั่นอยู่ในหู เป็นพ่อจริงๆ พ่อจริงๆ ด้วย ลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกของเขาจะได้รู้จักกับปู่ และเขาจะได้ให้พ่อดูเสียทีว่าตั้งแต่พ่อหายไปเขาทำอะไรสำเร็จไปขนาดไหนแล้ว ทั้งสองฝ่ายจ้องกันอยู่นานแสนนาน แล้วพ่อก็มองเขาอย่างผิดหวัง หันหลังให้แล้วเดินจากไป ด้วยหัวใจที่เต้นแรง เฟลิคส์วิ่งตามพ่อไปและไม่เคยมีใครได้พบเขาอีก
เมื่อโตขึ้น เฟลิคส์ก็อึดอัดกับการเข้าสังคมและมีบุคลิกแบบเก็บตัว ชอบอยู่กับจินตนาการของตัวเองมากกว่าไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่นๆ เขามีเพื่อนอยู่ไม่กี่คน ทำให้เวลาที่ไม่ได้เดินทางไปกับพ่อแม่เฟลิคส์ก็ขลุกอยู่กับหนังสือหายากในห้องสมุดของพ่อ ศึกษาประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ซึมซับเอาทุกสิ่งทุกอย่างของการเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรมตลอดหลายศตวรรษเข้าไปเท่าที่ทำได้ พ่อของเขาหวังว่าเฟลิคส์ในวัยเยาว์จะรู้จักออกไปข้างนอกมากกว่านี้ รวมทั้งได้จ้างผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมาช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมให้เขาด้วย แต่เมื่อความพยายามเหล่านั้นล้มเหลว พ่อของเขาก็ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวพ่อถึงเวลาลูกชายคนนี้ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง เขาก็เลยไปอยู่ในห้องสมุดกับเฟลิคส์แล้วช่วยสร้างแบบจำลองอันละเอียดลออที่ทำจากไม้ไปพร้อมเล่าเรื่องชมรบลับของตัวเอง รวมถึงศึกในสมับโบราณที่ชมรมนี้มีต่อความมืดและพลังอัปมงคล เฟลิคส์มั่นใจว่าพ่อแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้กลุ่ม ‘อิมพีเรีตติ’ ของตัวเองฟังดูเท่กว่าความเป็นจริง
บางครั้งเฟลิคส์ก็สงสัยว่าความรู้สึกรู้สาที่เขามีแก่การออกแบบนั้นมาจากการท่องเที่ยวไปเกาะไดเออร์ในฤดูร้อน มันเป็นเกาะส่วนตัวอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาด้วยการออกแบบและบ้านชั้นเลิศที่สุดในโลก เฟลิคส์ไปที่เกาะนี้กับพ่อแม่ของเขา ที่ซึ่งสมาชิกอิมพีเรียตติจะส่งเสริมให้ลูกๆ ของตัวเองเข้าสู่เครือข่ายและสร้างสายสัมพันธ์อันยืนยาวตลอดชีวิต เฟลิคส์เข้ากับวัยรุ่นคนอื่นๆ ได้ไม่ดีนัก แต่เขาก็ได้เพื่อนมาสี่คนที่ก็เหมือนเขาคือรู้สึกเข้าไม่ค่อยได้กับ ‘สังคมชั้นสูง’ พวกเขาถูกวัยรุ่นคนอื่นล้อเลียนและเรียกอย่างดูหมิ่นอยู่บ่อยๆ ว่า ‘พวกพารายห์’ ซึ่งเป็นชื่อที่พวกเขาชอบและรับไว้ด้วยความยินดี แทนที่จะฝึกฝนการพูดในที่สาธารณะและมีส่วนร่วมในการโต้วาทีอันไร้ที่สิ้นสุด เหล่าพารายห์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสำรวจซากปรักหักพังและปริศนาของเกาะจนกระทั่งการผจญภัยครั้งหนึ่งของพวกเขาทำให้ทุกอย่างกลับกลายเป็นเลวร้ายลง ระหว่างการสำรวจค่ายกักกันร้าง พวกเขาก็ตกลงไปในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นห้องวิจัยใต้ดินที่พวกเขาพบกับบันทึกหนังเก่าๆ ซึ่งมีภาพประกอบและบันทึกถึงการทดลองอันไร้มนุษยธรรมที่กระทำกับนักโทษของสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่งที่บริษัทอินเดียตะวันออกของบริเตนก่อขึ้น เมื่อผลักประตูที่ล็อกไว้เข้าไป พวกเขาก็พบกับห้องที่มีโครงกระดูกมนุษย์และหลอดยาใส่เซรุ่มที่ไม่มีใครรู้จักกระจัดกระจายไปทั่ว ก่อนที่พวกเขาจะตรวจสอบอะไรต่อมิอะไร พื้นที่ยืนอยู่ก็สั่นไหวและเสียงแซ่ดซ่าก็ดังก้องหู สายหมอกแปลกประหลาดพลันปรากฏขึ้นและกรงเล็บยักษ์ก็ราวระเบิดขึ้นมาจากพื้นเมื่อจินตนาการแสนมืดมิดผสานเข้ากับความเป็นจริงเพื่อฉีกกระชากขวัญของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อของเฟลิคส์กับพ่อแม่คนอื่นๆ ก็มาช่วยไว้โดยใช้เครื่องมือและวัตถุแปลกๆ ปกป้องพวกเขา เฟลิคส์จ้องมองภาพที่เห็นด้วยความตกตะลึงและไม่เชื่อ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฝันหรือกำลังอยู่ในเรื่องเหนือธรรมชาติอันน่าขันเรื่องหนึ่งของพ่อ และในตอนที่ตระหนักได้ว่าไม่ใช่ฝัน ทุกอย่างก็พลันจบลง พวกพารายห์ปลอดภัยดี แต่พ่อแม่ของพวกเขานั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อหายจากความตกตะลึงที่พ่อหายตัวไป เฟลิคส์ก็ค้นหาทฤษฎีใดๆ ที่อาจช่วยให้เขาเข้าใจปรากฏการที่พบบนเกาะ เขาแลกเปลี่ยนบันทึกกับเหล่าพารายห์และคนอื่นๆ ที่พบกันออนไลน์ซึ่งก็สูญเสียคนที่ตนรักไปในทำนองเดียวกัน โศกนาฏกรรมอุปถัมภ์ให้เกิดสายสัมพันธ์อันแข็งแกร่งขึ้นระหว่างเหล่าพารายห์อยู่หลายปีที่พวกเขาร่วมมือกันเพื่อขุดคุ้ยปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ตัวเอง ทว่า ไม่มีสิ่งใดดูสมเหตุสมผลเลย และทุกเบาะแสที่พวกเขาไล่ตามไปนั้นก็ชนเข้ากับทางตันทั้งสิ้น ความพยายามของพวกเขาลดน้อยลงไปตามกาลเวลา และเพื่อนทั้งห้าต่างก็เติบโตเหินห่างร้างกันไป แต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง หวังจะลืมความมืดมิดไร้ชื่อกล่าวขานที่มาขโมยพ่อแม่ของพวกเขาไป ตลอดเวลาหลายปี เฟลิคส์ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถาปนิกที่ดีเลิศ ทว่าก็ไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจจะทำงานให้ใครที่ไหนอยู่ดี เขาตระหนักว่าพ่อพูดถูก ทักษะในการเข้าสังคมคอยถ่วงความเจริญเขา ด้วยจุดมุ่งหมายและความมุมานะ เฟลิคส์ปรับปรุงมารยาทและการเลือกใช้คำ รวมทั้งเรียนรู้ที่จะสร้างสัมพันธ์หรือที่เขาชอบเรียกว่า ‘เสแสร้ง’ เขาสร้างลักษณะภายนอกอันสมบูรณ์แบบอันทำให้ตัวเองน่าคบหาและเป็นที่นิยมในหมู่ว่าที่ลูกค้า หลังจากทำงานให้บริษัทสถาปัตยกรรมมาหลายแห่ง เฟลิคส์ก็ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นกับเพื่อนร่วมงานที่ชื่อลอเรน โกลเดอร์ ทั้งสองคนมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และเป็นปฏิปักษ์ทางปรัชญาต่อสิ่งปลูกสร้างแบบสูตรสำเร็จสไตล์โมเดิร์น ทั้งสองทำการทดลองด้วยโครงสร้าง รูปทรง และวัสดุแปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง เฟลิคส์ยังคงบ่อนทำลายความคาดหวังตามขนบอย่างต่อเนื่องด้วยอุปกรณ์ที่ฉีกแนวและไม่เป็นไปตามธรรมเนียมซึ่งทำให้โลกสถาปัตยกรรมปั่นป่วน แต่ไม่ว่าจะได้รางวัลมากี่สถาบัน เขาก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นของปลอมไปได้ เหมือนนักแสดงที่ได้เรียนรู้เพียงส่วนหนึ่งแทนที่จะเป็นสถาปนิกที่แท้จริงผู้บันดาลใจโลกด้วยการออกแบบอันไร้รอยด่างพร้อย ในช่วงเวลาที่รู้ไม่มั่นคงและกังขาในความสามารถของตัวเองนั้น เขาจะพาตัวเองออกจากวังวนความคิดด้วยการปาร์ตี้ไม่จบสิ้นแล้วจุ่มความกังวลลงไปในเครื่องดื่มมึนเมา พร้อมหวังว่าพ่อจะยังอยู่เพื่อให้คำแนะนำอันดุดันและภูมิปัญญาอันร้อนแรง
แต่แล้ว แฟนสาวของเฟลิคส์ก็บอกว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน ข่าวนี้สั่นคลอนเขาไปถึงแก่นด้วยความปรารถนาจะสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกนี้ได้อย่างที่พ่อเคยสร้างแรงบันดาลใจให้เขา เขารีบทำชีวิตให้เป็นแก่นเป็นสาร ที่เฟลิคส์ต้องการคือโครงการที่จะท้าทายเขาและปูนซีเมนต์ที่เขาคิดว่าควรค่าในสถานะสถาปนิก ราวโชคชะตาจัดสรร โอกาสอันเหมาะเจาะแสดงกายขึ้นเมื่อเพื่อนเก่าของพ่อเขามอบหมายให้บริษัท ‘ริชเทอร์และโกลเดอร์’ ของเขาสร้างอะไรที่ทั้งใหม่และแหวกขนบขึ้นบนเกาะไดเออร์ ความท้าทายนั้นทำให้เฟลิคส์ผู้บัดนี้จมความกังวลอยู่กับบทความละหนังสือว่าด้วยการเลี้ยงลูกทั้งตื่นเต้นและสะเทือนขวัญ
ภายในหกเดือน โครงการฟื้นฟูไดเออร์ก็ได้ดำเนินไป และเมื่อเฟลิคส์สำรวจเกาะนั่น เขาก็พลันได้ยินเสียงอันคุ้นเคยร้องเรียกจากเหนืออาคารสไตล์วิกตอเรียนหลังผุพังและซากปรักหักพังที่ซุ่มซ่อนเรื่องราวดำมืดที่ถูกปิดบังมายาวนานและหลงลืมไป เมื่อมองผ่านสายหมอกประหลาดที่ก่อตัวขึ้น เขาก็เห็นรูปร่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาเบิกโพลงแต่ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา จริงเหรอ? มันเป็นไปได้เหรอ? ไม่... เป็นไปไม่ได้... มัน... เป็นไปไม่ได้... แต่ก็...
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ เฟลิคส์ก็ผงะถอยหลังที่เห็นพ่อปรากฏกายจากสายหมอก แข้งขาเขาอ่อนแรง และหัวใจที่เต้นแรงก็ลั่นอยู่ในหู เป็นพ่อจริงๆ พ่อจริงๆ ด้วย ลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกของเขาจะได้รู้จักกับปู่ และเขาจะได้ให้พ่อดูเสียทีว่าตั้งแต่พ่อหายไปเขาทำอะไรสำเร็จไปขนาดไหนแล้ว ทั้งสองฝ่ายจ้องกันอยู่นานแสนนาน แล้วพ่อก็มองเขาอย่างผิดหวัง หันหลังให้แล้วเดินจากไป ด้วยหัวใจที่เต้นแรง เฟลิคส์วิ่งตามพ่อไปและไม่เคยมีใครได้พบเขาอีก