Story
โจนาห์ บาส์เกซ มองเห็นความจริงที่ถูกปิดบังไว้ สมองอัจฉริยะของเขาเข้าใจตัวเลขต่างๆ ในแบบที่มีไม่กี่คนทำได้ พระอาทิตย์ตก สถาปัตยกรรม คมใบหญ้า เขาเห็นอะไรในสิ่งเหล่านั้นได้มากกว่าที่ดวงตาสัมผัส เขาเข้าใจภาษาที่ใช้อธิบายสิ่งเหล่านั้น คณิตศาสตร์ยังไงล่ะ สมการอันซับซ้อนที่ยังเล่นสนุกไปทั่วจักรวาลเพื่อบ่งบอกว่าเรามาจากไหนและอยู่ไปทำไม โครงสร้าง รูปแบบ กฎที่หักล้างไม่ได้ ฟิสิกส์ไงล่ะ
หากความยากจนอันยาวนานของครอบครัวดำเนินต่อไปสู่อีกรุ่น ความสามารถของเขาก็คงถูกมองข้ามไปเป็นแน่ แต่รูปแบบบางอย่างก็มีไว้เพื่อเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางสามัญของมัน และพ่อของโจนาห์ก็ใช้ทุกเหงื่อที่หยดและทุกขดกล้ามเนื้อไปกับการดิ้นรนให้ครอบครัวตัวเองดีขึ้น จากที่เริ่มทำมาหากินด้วยการเก็บผลไม้แถวเฟรสโน แคลิฟอร์เนีย ในที่สุดเขาก็ได้เป็นเจ้าของป่าชายเลนเล็กๆ มันอาจไม่มากอะไรนัก แต่ก็เพียงพอให้โจนาห์มีวัยเด็กและการศึกษาที่มั่นคง
แม้จะได้เรียนในชั้นเรียนระดับสูง แต่โจนาห์ก็ไม่ได้ฉายแววอัจฉริยะเหนือหมู่เพื่อนร่วมชั้นเท่าใดนัก เขาเป็นเด็กชายธรรมดาที่มีเพื่อนไม่กี่คน หลงใหลในเบสบอล และสนใจอารยธรรมโบราณ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่ออยู่คนเดียว สมองเขาจะเปลี่ยนเป็นตัวเลข และสำหรับโจนาห์แล้ว เรื่องนี้คือความอัศจรรย์ที่ตราตรึงใจเป็นที่สุด เขาค้นคว้าลำดับเรกคามานและฟิโบนัชชีอย่างละเอียด และในไม่ช้าก็สามารถศึกษาสมการซับซ้อนของนักคณิตศาสตร์ชั้นนำในประวัติศาสตร์ได้
เมื่อถึงวันเกิดอายุ 16 ปี เขาก็ได้รับบัตรสนเท่ห์ใบหนึ่ง ในนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวเลขต่อไปนี้ 8, 25, 19, 44, 1; -20.37, -69.85; 13, 2, 26, 11, 1
มันคือปริศนา อาจเป็นของขวัญจากครูวิชาเลขของเขา หรือจากญาติที่รู้ว่าเขาโปรดปรานการไขปริศนาลับสมองอย่างมาก แต่คราวนี้ดูจะมีบางอย่างต่างไป ขณะที่เขารู้ทันทีว่าตัวเลขไหนคือพิกัด GPS และค้นพบอย่างรวดเร็วว่ามันนำไปสู่สถานที่แห่งหนึ่งในชิลี แต่เขานึกไม่ออกว่าเลขอื่นๆ หมายถึงอะไร และไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งก็มีแต่ความล้มเหลว
เมื่อเวลาผ่านไปเข้าก็เลิกขบคิดกับปริศนานี้โดยบอกว่ามันเป็นความผิดของเขาเอง เขาเข้ามหาวิทยาลัย และพอจบการศึกษา CIA ก็จ้างเขาไปเป็นนักถอดรหัส ในวันแรกที่ทำงาน สิ่งเขาเห็นอยู่ในคู่มือพนักงานของตัวเองก็คือกลุ่มตัวเลขจากหลายปีก่อน 8, 25, 19, 44, 1; -20.37, -69.85; 13, 2, 26, 11, 1 ความตึงเครียดที่ท้ายทอยของเขาเขม็งเกลียวขึ้นมาทันทีด้วยรู้สึกว่านี่มันปั่นหัวกันชัดๆ เขากลับไปขบคิดปริศนานั่นต่อ เพียงเพื่อพบว่าประสบการณ์หลายปีไม่ได้นำมาซึ่งข้อมูลใหม่ใดให้ค้นพบ แต่เขาจะมาจมอยู่กับมันไม่ได้ ก็มีงานมีการต้องทำนี่
เข้าได้รับมอบหมายให้ถอดรหัสข้อความจากสถานีส่งสัญญาณทั่วยุโรป ฟุตเตจที่เก็บไว้ทำให้เขาพบว่ามีเจ้าหน้าที่นับสิบปฏิบัติการด้วยความสามารถที่ไม่มีใครล่วงรู้มายี่สิบสามปีแล้ว แสงสว่างแวบเดียวซ่อนรหัสซับซ้อนที่เปิดเผยข้อมูลซึ่งไม่ปะติดปะต่อ เขาทำอะไรต่อได้ไม่มากนัก แต่ก็พบว่าข้อความนั้นเหมือนจะเกี่ยวพันกับคนมั่งมีและทรงอิทธิพลหลายคนทั่วโลก
อยู่ๆ โครงการก็ปิดตัวลงกะทันหัน เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกย้ายไปทำงานอื่น โจนาห์ถูกย้ายไปทำงานในหน่วยปฏิบัติการลับในควอนทานาที่เพิ่งสร้างประชาธิปไตยขึ้น เขาสกัดและถอดรหัสข้อความจากกองทหารกลุ่มกบฏที่นั่น ผลงานของเขาทำให้สหรัฐระบุตำแหน่งพวกกบฏได้มากมาย จากนั้นระเบิดก็ถูกทิ้งลงไป
แต่กว่าจะรู้ว่าข้อความพวกนั้นเป็นเหยื่อล่อก็สายไปเสียแล้ว จำนวนพลเรือนผู้เสียชีวิตนั้นไม่ชัดเจน เพราะตัวเลขที่แท้จริงถูกทางการปิดบังไว้ โจนาห์ทุ่มโทษตัวเอง เขาเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นและความบ้านแตกสาแหรกขาดกับตาตัวเอง เขาลาหยุดแต่ยังอยู่ในควอนทานาเพื่อสำรวจความเสียหาย เขาต้องทำอะไรบางอย่าง เขาเสนอความช่วยเหลือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยดิจิทัลของ CIA คนหนึ่งแล้วแทรกซึมไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกลุ่มกบฏ เขาเอาตัวเลขจำนวนหนึ่งในนั้นมาเปลี่ยนโดยคิดว่าคงไม่มีใครสังเกต เงินจำนวนเล็กน้อยถูกผันจากกลุ่มกบฏไปยังเหล่าผู้ที่สูญเสียบ้านและคนรัก
ดูเหมือนทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น จับมือใครดมไม่ได้ และไม่มีเลือดไหลสักหยด จนกระทั่งวันหนึ่งเสียงปืนดังทะลุห้องชุดของเขา โจนาห์นอนลงกับพื้นยามแก้วแตกกระจายและผนังกลายเป็นรู เขาคว้าแลปทอป ทุบหน้าต่างครัว แล้วโดดออกไปหลังคาเพื่อนบ้าน โจนาห์ไม่ทันได้ลูบข้อเท้าที่เต้นตุบบ้านหลังน้อยก็ระเบิดไฟลุกท่วมเสียแล้ว เขาวิ่งไม่เหลียวหลัง โจนาห์ไต่ลงไปในตรอก หนีไปถึงสลัม ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเพิงซอมซ่อที่ทำจากลังกระดาษและไม้ผุๆ หนึ่งสัปดาห์ให้หลังเขาก็ไปถึงสถานทูตอเมริกาในสภาพที่ทั้งสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตัวมอมแมม และสิ้นหวัง
เขายังไม่ทันได้หายใจหายคอก็ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าที่ CIA "คุ้มมั้ยน่ะหา? ทำสงครามครูเสดของตัวเองจบรึยัง?"
เข้ารู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย และดังนั้น เขาเลยหันกลับไปหาอะไรที่เรียบง่าย อะไรที่มีเพียงขาวกับดำเท่านั้น ตัวเลขไงล่ะ
หัวหน้าเขามอบหมายงานใหม่ให้ งานที่ลับจนมีคนรู้อยู่ไม่กี่คน งานวิจัยของเขาเรื่องสถานีส่งสัญญาณล่วงรู้ไปถึงเบื้องบน และโครงการก็ถูกรื้อขึ้นมาอีกขั้นอย่างลับๆ โจนาห์ทุ่มเวลาไปกับการถอดรหัส ใจหนึ่งก็ด้วยความหลงใหลและอีกใจคือเพื่อลืมความรู้สึกผิดที่สถิตภายใน จากจุดเริ่มต้นเรื่องสถานีส่งสัญญาณก็ได้นำเขาไปสู่เรืองที่น่าพิศวงยิ่งขึ้นไปอีก คือ พอดแคสต์เรื่องสยองขวัญ
ในเรื่องสยองรอบกองไฟและเรื่องราวของจอมเชือดจากทั่วโลกนั้นล้วนมีรหัสลับซ่อนไว้เป็นอย่างดี บางครั้งเป็นตัวเลข บางครั้งเป็นถ้อยคำ ซึ่งแต่ละครั้งที่เขาพบนั้นล้วนเป็นรหัสผ่านลับๆ หรือการทักทายกันด้วยข้อความที่ว่า บูชายัญคือเกิดใหม่ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในรหัสคือข้อมูลเครือข่ายผู้ทรงอิทธิพลที่ร่วมมือกันทำสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร มันมีการพูดพล่ามเรื่องการอัญเชิญและการเกิดใหม่ การบูชายัญและการไล่ล่า โจนาห์สันนิษฐานว่าส่วนใหญ่เป็นข้อความลวงให้หลงทาง ดึกดื่นคืนนั้น เขาวิเคราะห์รหัสอีกชุด ที่คราวนี้ซ่อนอยู่ในเรื่องผีดูดเลือด สิ่งที่ถอดออกมาได้นั้นทำเอาสันหลังเขาเย็นยะเยือก8, 25, 19, 44, 1; -20.37, -69.85; 13, 2, 26, 11, 1
ตัวเลขพวกนี้กลับมาอีกแล้ว พวกมันหลอกหลอนเขา เขาเห็นพวกมันแม้ในยามหลับตา พวกมันเกาะหนึบเรียกร้องความสนใจอยู่ในสมองที่นอนไม่หลับของเขา เขาตรวจสอบพิกัดที่ได้มาเมื่อหลายปีก่อน ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากสุสานในชิลี เขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของ CIA แล้วค้นประวัติของสถานที่แห่งนั้น ผลการสืบค้นมีอย่างเดียว คดีที่ยังปิดไม่ลงเรื่องการพบศพหลายศพในพื้นที่ โดยซากศพเหล่านั้นถูกอีกานับร้อยตัวจิกกิน
โจนาห์ไม่อาจปล่อยให้ปริศนานี้คาใจอีกต่อไปแล้ว ตัวเลขพวกนี้ตามเขามาทั้งชีวิต และเขาก็พร้อมจะตามมันไปบ้างแล้ว เขารู้ว่าหัวหน้าต้องไม่อนุญาตแน่ เลยไม่บอกใครว่าจองตั๋วไปชิลี ได้เวลารู้กันแล้วว่าพิกัดนั้นมันมีอะไรพิเศษนักหนา เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงเขาก็ไปถึงพิกัด –20.36, -69.85 เขาพบตัวเองอยู่ใต้ดวงตะวันร้อนจ้า ยืนอยู่ในสุสานของเมืองร้างไร้ผู้คน
ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากฝุ่นกับซากกระดูก โจนาห์ถุยน้ำลายลงดินแล้วครุ่นคิดเรื่องตัวเลขปริศนานั่นอีกครั้ง เขาทรุดกายลงนั่งข้างหลุมศพเก่าแก่ท่ามกลางการจับจ้องจากสายตาของเหล่ากา เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงป่าชายเลน เขาคิดถึงช่วงเวลาก่อนที่ความซับซ้อนของจักรวาลจะถล่มลงมาทับ เขามองไปยังอาคารร้างที่อีกฝั่งหนึ่งและทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาที่อีกฝั่ง มันคล้ายกับที่เฟรสโนเหลือเกิน ไม่ว่าจะความร้อนแล้งแห้งผาก หรือตะวันตกดินที่สาดแสงสีสมลงบนพื้นที่มีแต่ฝุ่นนี้ แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้าน สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่ เขามองมันด้วยดวงตาของชายผู้แปลกแยกกับที่แห่งนี้
แล้วโจนาห์ก็เข้าใจ
เขาเอาแต่วิเคราะห์รหัสด้วยประสบการณ์ของตัวเอง ด้วยมุมมองที่เขามีต่อโลก เขามองข้ามอะไรไปเยอะเลยทีเดียว เขาทุ่มใจพิจารณาด้วยความตื่นเต้นว่าตัวเลขเหล่านั้นจะสื่อความหมายถึงอะไรในอารยธรรมอื่นได้บ้าง การวัดของอียิปต์โบราณ, หน่วยเงินของเปอร์เซีย และ... ปฏิทินเก่าแก่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
เขากลั่นกรองความรู้เรื่องอารยธรรมโบราณของตัวเองจนมานึกถึงปฏิทินของชาวทานีเรียน ด้วยการเชื่อมตัวเลขเข้ากับวันที่ เขาแปลงครึ่งแรกของพวกมันไปเป็นปฏิทินของชาวเกรกอเรียน เขานึกไม่ถึงกับตัวเลขที่มันเผยออกมา วันเกิดของเขาเอง โลกหมุนคว้างไปรอบตัวเขา เขาคำนวณตัวเลขที่เหลือด้วยมือชุ่มเหงื่อ มันกลายเป็นวันที่อีกวันหนึ่ง วันนี้นั่นเอง
รหัสนั่น... มันเกี่ยวกับโจนาห์ ณ สถานที่นี้ ณ เวลานี้ มือเขาสั่นเทา หัวใจเขาเต้นโครมครามใส่ซี่โครง เขาเป็นส่วนหนึ่งของคำพยากรณ์หรือมีใครนำเขามาบนเส้นทางนี้กันแน่? เขาไม่รู้ ในที่สุดตัวเลขเหล่านั้นก็ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
ความอ่อนล้ารุนแรงโถมทับเขาจนโลกผิดเพี้ยนไปในทางที่น่าเป็นไปได้ เขารู้สมการที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ เขารู้ว่าที่ตัวเองเห็นนั้นเป็นไปไม่ได้ เขาเห็นป่าชายเลนของพ่ออยู่อีกฟากของทะเลทรายและรู้สึกสบายจนเกินจะทนทาน เหล่ากาส่งเสียงร้องอยู่ไกลๆ และกลิ่นซิตรัสก็ล่องลอยมาในสายลม เขาคิดว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และตัวเลขพวกนั้นก็ไม่ใช่อะไรนอกไปจากฝันร้าย เขาตกติดอยู่ในความคิดโหยหาถึงวันวาน จนไม่ได้สังเกตถึงสายหมอกดำมืดที่ซึมขึ้นจากหญ้าแล้วม้วนตัวมาหาเขา เหล่ากาโบยบินจากกิ่งไม้ ส่งเสียงแหลมร้องดังสนั่น โบยบินเป็นวงกลมอยู่เบื้องบน กว่าเขาจะรู้ตัวว่ากลิ่นในสายลมไม่ใช่ซิตรัสก็สายไปเสียแล้ว
มันคือกลิ่นเลือดต่างหาก
หากความยากจนอันยาวนานของครอบครัวดำเนินต่อไปสู่อีกรุ่น ความสามารถของเขาก็คงถูกมองข้ามไปเป็นแน่ แต่รูปแบบบางอย่างก็มีไว้เพื่อเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางสามัญของมัน และพ่อของโจนาห์ก็ใช้ทุกเหงื่อที่หยดและทุกขดกล้ามเนื้อไปกับการดิ้นรนให้ครอบครัวตัวเองดีขึ้น จากที่เริ่มทำมาหากินด้วยการเก็บผลไม้แถวเฟรสโน แคลิฟอร์เนีย ในที่สุดเขาก็ได้เป็นเจ้าของป่าชายเลนเล็กๆ มันอาจไม่มากอะไรนัก แต่ก็เพียงพอให้โจนาห์มีวัยเด็กและการศึกษาที่มั่นคง
แม้จะได้เรียนในชั้นเรียนระดับสูง แต่โจนาห์ก็ไม่ได้ฉายแววอัจฉริยะเหนือหมู่เพื่อนร่วมชั้นเท่าใดนัก เขาเป็นเด็กชายธรรมดาที่มีเพื่อนไม่กี่คน หลงใหลในเบสบอล และสนใจอารยธรรมโบราณ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่ออยู่คนเดียว สมองเขาจะเปลี่ยนเป็นตัวเลข และสำหรับโจนาห์แล้ว เรื่องนี้คือความอัศจรรย์ที่ตราตรึงใจเป็นที่สุด เขาค้นคว้าลำดับเรกคามานและฟิโบนัชชีอย่างละเอียด และในไม่ช้าก็สามารถศึกษาสมการซับซ้อนของนักคณิตศาสตร์ชั้นนำในประวัติศาสตร์ได้
เมื่อถึงวันเกิดอายุ 16 ปี เขาก็ได้รับบัตรสนเท่ห์ใบหนึ่ง ในนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวเลขต่อไปนี้ 8, 25, 19, 44, 1; -20.37, -69.85; 13, 2, 26, 11, 1
มันคือปริศนา อาจเป็นของขวัญจากครูวิชาเลขของเขา หรือจากญาติที่รู้ว่าเขาโปรดปรานการไขปริศนาลับสมองอย่างมาก แต่คราวนี้ดูจะมีบางอย่างต่างไป ขณะที่เขารู้ทันทีว่าตัวเลขไหนคือพิกัด GPS และค้นพบอย่างรวดเร็วว่ามันนำไปสู่สถานที่แห่งหนึ่งในชิลี แต่เขานึกไม่ออกว่าเลขอื่นๆ หมายถึงอะไร และไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งก็มีแต่ความล้มเหลว
เมื่อเวลาผ่านไปเข้าก็เลิกขบคิดกับปริศนานี้โดยบอกว่ามันเป็นความผิดของเขาเอง เขาเข้ามหาวิทยาลัย และพอจบการศึกษา CIA ก็จ้างเขาไปเป็นนักถอดรหัส ในวันแรกที่ทำงาน สิ่งเขาเห็นอยู่ในคู่มือพนักงานของตัวเองก็คือกลุ่มตัวเลขจากหลายปีก่อน 8, 25, 19, 44, 1; -20.37, -69.85; 13, 2, 26, 11, 1 ความตึงเครียดที่ท้ายทอยของเขาเขม็งเกลียวขึ้นมาทันทีด้วยรู้สึกว่านี่มันปั่นหัวกันชัดๆ เขากลับไปขบคิดปริศนานั่นต่อ เพียงเพื่อพบว่าประสบการณ์หลายปีไม่ได้นำมาซึ่งข้อมูลใหม่ใดให้ค้นพบ แต่เขาจะมาจมอยู่กับมันไม่ได้ ก็มีงานมีการต้องทำนี่
เข้าได้รับมอบหมายให้ถอดรหัสข้อความจากสถานีส่งสัญญาณทั่วยุโรป ฟุตเตจที่เก็บไว้ทำให้เขาพบว่ามีเจ้าหน้าที่นับสิบปฏิบัติการด้วยความสามารถที่ไม่มีใครล่วงรู้มายี่สิบสามปีแล้ว แสงสว่างแวบเดียวซ่อนรหัสซับซ้อนที่เปิดเผยข้อมูลซึ่งไม่ปะติดปะต่อ เขาทำอะไรต่อได้ไม่มากนัก แต่ก็พบว่าข้อความนั้นเหมือนจะเกี่ยวพันกับคนมั่งมีและทรงอิทธิพลหลายคนทั่วโลก
อยู่ๆ โครงการก็ปิดตัวลงกะทันหัน เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกย้ายไปทำงานอื่น โจนาห์ถูกย้ายไปทำงานในหน่วยปฏิบัติการลับในควอนทานาที่เพิ่งสร้างประชาธิปไตยขึ้น เขาสกัดและถอดรหัสข้อความจากกองทหารกลุ่มกบฏที่นั่น ผลงานของเขาทำให้สหรัฐระบุตำแหน่งพวกกบฏได้มากมาย จากนั้นระเบิดก็ถูกทิ้งลงไป
แต่กว่าจะรู้ว่าข้อความพวกนั้นเป็นเหยื่อล่อก็สายไปเสียแล้ว จำนวนพลเรือนผู้เสียชีวิตนั้นไม่ชัดเจน เพราะตัวเลขที่แท้จริงถูกทางการปิดบังไว้ โจนาห์ทุ่มโทษตัวเอง เขาเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นและความบ้านแตกสาแหรกขาดกับตาตัวเอง เขาลาหยุดแต่ยังอยู่ในควอนทานาเพื่อสำรวจความเสียหาย เขาต้องทำอะไรบางอย่าง เขาเสนอความช่วยเหลือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยดิจิทัลของ CIA คนหนึ่งแล้วแทรกซึมไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกลุ่มกบฏ เขาเอาตัวเลขจำนวนหนึ่งในนั้นมาเปลี่ยนโดยคิดว่าคงไม่มีใครสังเกต เงินจำนวนเล็กน้อยถูกผันจากกลุ่มกบฏไปยังเหล่าผู้ที่สูญเสียบ้านและคนรัก
ดูเหมือนทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น จับมือใครดมไม่ได้ และไม่มีเลือดไหลสักหยด จนกระทั่งวันหนึ่งเสียงปืนดังทะลุห้องชุดของเขา โจนาห์นอนลงกับพื้นยามแก้วแตกกระจายและผนังกลายเป็นรู เขาคว้าแลปทอป ทุบหน้าต่างครัว แล้วโดดออกไปหลังคาเพื่อนบ้าน โจนาห์ไม่ทันได้ลูบข้อเท้าที่เต้นตุบบ้านหลังน้อยก็ระเบิดไฟลุกท่วมเสียแล้ว เขาวิ่งไม่เหลียวหลัง โจนาห์ไต่ลงไปในตรอก หนีไปถึงสลัม ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเพิงซอมซ่อที่ทำจากลังกระดาษและไม้ผุๆ หนึ่งสัปดาห์ให้หลังเขาก็ไปถึงสถานทูตอเมริกาในสภาพที่ทั้งสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตัวมอมแมม และสิ้นหวัง
เขายังไม่ทันได้หายใจหายคอก็ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าที่ CIA "คุ้มมั้ยน่ะหา? ทำสงครามครูเสดของตัวเองจบรึยัง?"
เข้ารู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย และดังนั้น เขาเลยหันกลับไปหาอะไรที่เรียบง่าย อะไรที่มีเพียงขาวกับดำเท่านั้น ตัวเลขไงล่ะ
หัวหน้าเขามอบหมายงานใหม่ให้ งานที่ลับจนมีคนรู้อยู่ไม่กี่คน งานวิจัยของเขาเรื่องสถานีส่งสัญญาณล่วงรู้ไปถึงเบื้องบน และโครงการก็ถูกรื้อขึ้นมาอีกขั้นอย่างลับๆ โจนาห์ทุ่มเวลาไปกับการถอดรหัส ใจหนึ่งก็ด้วยความหลงใหลและอีกใจคือเพื่อลืมความรู้สึกผิดที่สถิตภายใน จากจุดเริ่มต้นเรื่องสถานีส่งสัญญาณก็ได้นำเขาไปสู่เรืองที่น่าพิศวงยิ่งขึ้นไปอีก คือ พอดแคสต์เรื่องสยองขวัญ
ในเรื่องสยองรอบกองไฟและเรื่องราวของจอมเชือดจากทั่วโลกนั้นล้วนมีรหัสลับซ่อนไว้เป็นอย่างดี บางครั้งเป็นตัวเลข บางครั้งเป็นถ้อยคำ ซึ่งแต่ละครั้งที่เขาพบนั้นล้วนเป็นรหัสผ่านลับๆ หรือการทักทายกันด้วยข้อความที่ว่า บูชายัญคือเกิดใหม่ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในรหัสคือข้อมูลเครือข่ายผู้ทรงอิทธิพลที่ร่วมมือกันทำสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร มันมีการพูดพล่ามเรื่องการอัญเชิญและการเกิดใหม่ การบูชายัญและการไล่ล่า โจนาห์สันนิษฐานว่าส่วนใหญ่เป็นข้อความลวงให้หลงทาง ดึกดื่นคืนนั้น เขาวิเคราะห์รหัสอีกชุด ที่คราวนี้ซ่อนอยู่ในเรื่องผีดูดเลือด สิ่งที่ถอดออกมาได้นั้นทำเอาสันหลังเขาเย็นยะเยือก8, 25, 19, 44, 1; -20.37, -69.85; 13, 2, 26, 11, 1
ตัวเลขพวกนี้กลับมาอีกแล้ว พวกมันหลอกหลอนเขา เขาเห็นพวกมันแม้ในยามหลับตา พวกมันเกาะหนึบเรียกร้องความสนใจอยู่ในสมองที่นอนไม่หลับของเขา เขาตรวจสอบพิกัดที่ได้มาเมื่อหลายปีก่อน ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากสุสานในชิลี เขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของ CIA แล้วค้นประวัติของสถานที่แห่งนั้น ผลการสืบค้นมีอย่างเดียว คดีที่ยังปิดไม่ลงเรื่องการพบศพหลายศพในพื้นที่ โดยซากศพเหล่านั้นถูกอีกานับร้อยตัวจิกกิน
โจนาห์ไม่อาจปล่อยให้ปริศนานี้คาใจอีกต่อไปแล้ว ตัวเลขพวกนี้ตามเขามาทั้งชีวิต และเขาก็พร้อมจะตามมันไปบ้างแล้ว เขารู้ว่าหัวหน้าต้องไม่อนุญาตแน่ เลยไม่บอกใครว่าจองตั๋วไปชิลี ได้เวลารู้กันแล้วว่าพิกัดนั้นมันมีอะไรพิเศษนักหนา เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงเขาก็ไปถึงพิกัด –20.36, -69.85 เขาพบตัวเองอยู่ใต้ดวงตะวันร้อนจ้า ยืนอยู่ในสุสานของเมืองร้างไร้ผู้คน
ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากฝุ่นกับซากกระดูก โจนาห์ถุยน้ำลายลงดินแล้วครุ่นคิดเรื่องตัวเลขปริศนานั่นอีกครั้ง เขาทรุดกายลงนั่งข้างหลุมศพเก่าแก่ท่ามกลางการจับจ้องจากสายตาของเหล่ากา เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงป่าชายเลน เขาคิดถึงช่วงเวลาก่อนที่ความซับซ้อนของจักรวาลจะถล่มลงมาทับ เขามองไปยังอาคารร้างที่อีกฝั่งหนึ่งและทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาที่อีกฝั่ง มันคล้ายกับที่เฟรสโนเหลือเกิน ไม่ว่าจะความร้อนแล้งแห้งผาก หรือตะวันตกดินที่สาดแสงสีสมลงบนพื้นที่มีแต่ฝุ่นนี้ แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้าน สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่ เขามองมันด้วยดวงตาของชายผู้แปลกแยกกับที่แห่งนี้
แล้วโจนาห์ก็เข้าใจ
เขาเอาแต่วิเคราะห์รหัสด้วยประสบการณ์ของตัวเอง ด้วยมุมมองที่เขามีต่อโลก เขามองข้ามอะไรไปเยอะเลยทีเดียว เขาทุ่มใจพิจารณาด้วยความตื่นเต้นว่าตัวเลขเหล่านั้นจะสื่อความหมายถึงอะไรในอารยธรรมอื่นได้บ้าง การวัดของอียิปต์โบราณ, หน่วยเงินของเปอร์เซีย และ... ปฏิทินเก่าแก่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
เขากลั่นกรองความรู้เรื่องอารยธรรมโบราณของตัวเองจนมานึกถึงปฏิทินของชาวทานีเรียน ด้วยการเชื่อมตัวเลขเข้ากับวันที่ เขาแปลงครึ่งแรกของพวกมันไปเป็นปฏิทินของชาวเกรกอเรียน เขานึกไม่ถึงกับตัวเลขที่มันเผยออกมา วันเกิดของเขาเอง โลกหมุนคว้างไปรอบตัวเขา เขาคำนวณตัวเลขที่เหลือด้วยมือชุ่มเหงื่อ มันกลายเป็นวันที่อีกวันหนึ่ง วันนี้นั่นเอง
รหัสนั่น... มันเกี่ยวกับโจนาห์ ณ สถานที่นี้ ณ เวลานี้ มือเขาสั่นเทา หัวใจเขาเต้นโครมครามใส่ซี่โครง เขาเป็นส่วนหนึ่งของคำพยากรณ์หรือมีใครนำเขามาบนเส้นทางนี้กันแน่? เขาไม่รู้ ในที่สุดตัวเลขเหล่านั้นก็ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
ความอ่อนล้ารุนแรงโถมทับเขาจนโลกผิดเพี้ยนไปในทางที่น่าเป็นไปได้ เขารู้สมการที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ เขารู้ว่าที่ตัวเองเห็นนั้นเป็นไปไม่ได้ เขาเห็นป่าชายเลนของพ่ออยู่อีกฟากของทะเลทรายและรู้สึกสบายจนเกินจะทนทาน เหล่ากาส่งเสียงร้องอยู่ไกลๆ และกลิ่นซิตรัสก็ล่องลอยมาในสายลม เขาคิดว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และตัวเลขพวกนั้นก็ไม่ใช่อะไรนอกไปจากฝันร้าย เขาตกติดอยู่ในความคิดโหยหาถึงวันวาน จนไม่ได้สังเกตถึงสายหมอกดำมืดที่ซึมขึ้นจากหญ้าแล้วม้วนตัวมาหาเขา เหล่ากาโบยบินจากกิ่งไม้ ส่งเสียงแหลมร้องดังสนั่น โบยบินเป็นวงกลมอยู่เบื้องบน กว่าเขาจะรู้ตัวว่ากลิ่นในสายลมไม่ใช่ซิตรัสก็สายไปเสียแล้ว
มันคือกลิ่นเลือดต่างหาก