Story
ตอนที่พ่อของเธอจากไปนั้น มิเคลา รี้ด เพิ่งอายุสิบหก เธอมักจะคิดถึงบทเรียนยามรุ่งสางเรื่องการล่องเรือใบ ทาโก้สีสันสวยงามแต่กระเดือกไม่ลงของพ่อ และเสียงหัวเราะอันอบอุ่นที่ส่งต่อถึงเธออยู่ตลอด มิเคลารู้สึกเหมือนกำลังพายเรือท่ามกลางพายุร้ายในมหาสมุทรดำมืด ที่คลื่นม้วนซัดมาคราใดก็ดูคล้ายจะถูกกลืนกินลงไปใต้ผิวน้ำ เธอหลุดไหลไปในความมืดมิดอันแสนเจ็บปวด แทบสูญเสียตน แต่ก็ยืนหยัดขึ้นมาได้ด้วยความรักและความเอาใจใส่ จนในที่สุดก็หันหัวเรือกลับเข้าฝั่งได้
กำลังใจและการดูแลอย่างดีจากเพื่อนๆ ทำให้มิเคลาปล่อยวางอดีตไว้ข้างหลังและเริ่มมองชีวิตในมุมใหม่ได้ เธอตื่นเต้นกับการลองสิ่งใหม่ๆ และค้นพบว่าการเล่าเรื่องราวที่แต่งขึ้นนั้นช่วยให้ตัวเองได้ระบาย เพื่อนๆ ต่างชื่นชอบเรื่องราวการฝ่าฝันอันตรายและการเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากของเธอ เธออ่านเรื่องสยองขวัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเสพอรรถรสของการหลบหนีอันน่าตื่นเต้นที่มันมอบให้ หน้าหนาวกลายเป็นฤดูโปรดของเธอ และเธอก็จัดงานฮาโลวีนอย่างยิ่งใหญ่อลังการทุกปีด้วยการเป็นเจ้าภาพเล่าเรื่องสยองขวัญในค่ำคืนอันน่าตื่นเต้น การเล่นเกมน่ากลัวๆ และอาหารอร่อยๆ ที่ทำเองที่บ้าน
ตลอดหลายปีนั้น เธอยังสนใจเรื่องการใช้เวทมนตร์คาถา รวมทั้งฝึกการให้พรด้านสว่าง คาถาจากพืช และการดูลายมือด้วย เธอปลูกต้นเซจ มักเวอร์ต และลาเวนเดอร์ เพื่อทำของโฮมเมดอย่างบอดี้บัตเทอร์ สบู่ และโลชั่นทาผิว เธอปรารถนาว่าวันหนึ่งจะยังชีพได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองทำขึ้นสำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
ระหว่างนั้น เธอทำงานเป็นบาริสตาที่มูนสโตน ร้านกาแฟเก๋ไก๋สไตล์อินดี้ในย่านศิลปะของเมือง ทุกคืนวันศุกร์ เธอจะจัดเวทีเปิดไมค์ที่ร้านกาแฟ เพื่อเล่าเรื่องต่างๆ ให้เหล่าลูกค้าฟังกันสดๆ จูเลียนซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและรูมเมทของเธอบันทึกโชว์ส่วนหนึ่งเอาไว้แล้วนำไปโพสต์ออนไลน์ และเขายังส่งการแสดงหนึ่งของเธอไปให้เทศกาลฮาโลวีนไม่รู้จบ ซึ่งเป็นงานที่นักเล่าเรื่องผู้มีชื่อเสียงจะมาเล่าเรื่องบนเวทีกันในเทศกาลฮาโลวีน
เซอร์ไพรส์อันน่ายินดีมาถึงเมื่อมิเคลาได้รับอีเมลจากงานเทศกาลที่เชิญให้เธอไปทำการแสดงรอบชิงชนะเลิศในวันฮาโลวีน รางวัลชนะเลิศนั้นใหญ่โตพอให้เธอเริ่มไลน์การผลิตสินค้าได้เลยทีเดียว ความตื่นเต้นทำให้เธอเผาก้านสมุนไพรสีขาวในแต่ละห้องเพื่อขับไล่พลังงานด้านลบ จากนั้นก็เริ่มแต่งเรื่องสยองขวัญ
มิเคลาเขียนเรื่องลงในสมุดบันทึกทั้งคืนโดยเว้นตอนต้นเอาไว้ เธอมีเรื่องเล่าอยู่ในใจแล้ว แต่การจะขุดคุ้ยมันออกมาต้องใช้ทั้งความอดทนและความสามารถ ในคืนต่อมา ฝันร้ายก็เริ่มต้น เธอตื่นมากลางดึกพร้อมหายใจหอบอยู่เป็นสัปดาห์แล้ว ฝันร้ายนั้นเหมือนกันในทุกค่ำคืน เธอถูกลากลงตามขั้นบันไดเย็นเยียบ และถูกโยนไปไว้ในห้องใต้ดินมืดมิด จากนั้นปอดก็ร้อนเป็นไฟด้วยคมตะขอที่แทงเข้าทรวงอก ร่างมืดมิดร่างหนึ่งดึงตะขอแขวนเธอลอยจากพื้นอย่างช้าๆ จนกระทั่งความเจ็บปวดปลุกให้เธอตื่น ยิ่งเธอขัดเกลาเรื่องเล่าวันฮาโลวีนของตน ฝันร้ายก็ยิ่งมืดหม่นมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายวันผ่านไป ทั้งความอ่อนล้า ความวิตกกังวล และความเคร่งเครียดต่างรุมเร้ามิเคลา ด้วยความที่เสียสมาธิบ่อยๆ ทำให้กาแฟของเธอที่มูนสโตนนั้นทำอย่างเร่งรีบ ส่งกลิ่นแสบจมูก หรือบางครั้งก็เสิร์ฟผิด เธอไม่ได้ให้พรแก่เมล็ดกาแฟในยามเช้าอีกต่อไป และก็ไม่ได้คอยดูแลเรื่องสิ่งอัปมงคลที่ตกค้างในกากกาแฟด้วย พลังงานของเธอเจียนหมด และเวทมนตร์ก็ราวกับถูกสูบไป
เมื่อเธอกรีดร้องแล้วตื่นขึ้นกลางดึกในคืนหนึ่ง มิเคลาก็รู้สึกทนไม่ได้อีกต่อไป เธอขอให้จูเลียนคอยดูเธอตอนหลับและบันทึกทุกสิ่งที่ดูผิดปกติเอาไว้ จูเลียนตกลงและเริ่มบันทึกเมื่อมิเคลานอนลงบนเตียง
หลายนาทีต่อมา นิ้วมือของเธอก็เริ่มกระตุก ตามด้วยนิ้วเท้า ลมหายใจเธอเริ่มหนักหน่วง แล้วจูเลียนก็ต้องมองตาค้างอย่างตกตะลึง เมื่อร่างของมิเคลาลอยจากเตียงขึ้นไปในอากาศช้าๆ เขาตื่นตระหนก จับไหล่เธอเขย่าเพื่อปลุก แต่ก็ต้องหยุดเมื่อมิเคลาเริ่มกรีดร้องออกมา เขาคว้าโทรศัพท์เพื่อโทรเรียกรถพยาบาล แต่เสียงแตกดังสนั่นดึงความสนใจเขาไว้ เขามองไปตามโถงทางเดินแล้วเห็นเขี้ยวแมงมุมซี่โตกำลังกระแทกทะลุประตูห้องน้ำ
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้น มิเคลาก็พลันตื่นขึ้นมา เธอเห็นเขี้ยวแมงมุมสีดำกำลังบดขยี้ประตูห้องน้ำอยู่ จึงรีบกระโดดลงจากเตียง เธอปิดประตูห้องนอนดังโครม ก่อนตะโกนบอกจูเลียนให้มาช่วยกันกั้นประตูไว้ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร ไฟก็ดับลง ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด
เพียงไม่นานไฟก็มา ตามมาด้วยความเงียบสงัดอันน่าขนลุก มิเคลลากับจูเลียนหนีออกจากห้องนอนอย่างระมัดระวัง ประตูห้องน้ำดูไม่บุบสลายและไม่มีวี่แววความผิดปกติอันใด แต่จูเลียนบันทึกเสียงทั้งหมดไว้ได้
คืนไร้นิทราติดตามมา เมื่อมิเคลากลับไปที่ห้องหลังออกจากกะก็พบว่าจูเลียนไม่อยู่ มิเคลาอยากให้เขาลบบันทึกสยองของทั้งคู่ ซึ่งเขานำไปโพสต์ออนไลน์ พอสงสัยขึ้นมาว่าจูเลียนอาจอยู่ที่โรงเรียน เธอก็ออกจากห้องไป ประตูปิดลงตามหลัง พลางบดบังเสียงร้องอู้อี้จากในห้องน้ำเอาไว้
เมื่อใกล้ถึงรถ เธอก็หันไปมองข้างหลัง มิเคลารู้สึกว่า... ถูกจับตามอง เธอพึมพำเวทมนตร์ป้องกัน มือกำกุญแจแน่น ทันใดนั้น มีเงาหนึ่งกระโจนเกาะกำแพง เธอจึงวิ่งทันที เมื่อถึงรถ เธอก็รีบขึ้นไปแล้วล็อกประตู มิเคลาหายใจหอบพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่มีใครอยู่ที่นั่น บางทีเธออาจประสาทเสียไปแล้วก็ได้ เธอสตาร์ทเครื่องแล้วขับรถออกไป
วันต่อมาก็ยังหาจูเลียนไม่พบ มิเคลาติดต่อทุกคนที่รู้จัก เธอตามหาเขาทั้งวันและเฝ้ารอเขาทั้งคืน เธอว้าวุ่นและกังวลจนลืมไปเข้ากะที่มูนสโตน วันนี้เป็นวันฮาโลวีน และงานเทศกาลก็จัดขึ้นวันนี้ด้วย จูเลียนสมัครลงแข่งเล่าเรื่องให้เธอ เขาคอยให้กำลังใจทุกครั้งที่เธอไม่เชื่อมั่นในตัวเอง บางทีเขาอาจอยู่ที่งานแล้วก็ได้ แต่เรื่องที่ต้องเผชิญทั้งฝันร้ายกับการหายตัวไปของจูเลียนนั้น ทำให้เธอไม่ได้เตรียมเรื่องเล่าสำหรับการแข่งขันเลย เธอมองสมุดบันทึก มันเต็มไปด้วยการเริ่มเรื่องที่ผิดพลาด เธอควรจะอยู่บ้านอย่างกลัวๆ และไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือควรไปสานต่อสิ่งที่จูเลียนเริ่มไว้ให้จบดี การที่เธอชอบเล่าเรื่องสยองขวัญนั้นมีเหตุผลอยู่ เพราะมันทำให้เธอกล้าพอจะเผชิญหน้าทุกความท้าทายนั่นเอง
ค่ำวันนั้น เมื่อพิธีกรเรียกชื่อมิเคลาที่งานเทศกาลฮาโลวีนไม่รู้จบ เธอก็ก้าวขึ้นเวทีอย่างกล้าหาญ เดรสสีดำที่สวมอยู่ดูเข้ากันได้กับหมวกแม่มดปีกกว้าง เธอหวังว่าจะพบจูเลียนอยู่ในฝูงชน แต่ก็หาไม่เจอ และการมองตรงไปยังฝูงชนก็เป็นเรื่องผิดพลาด ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความคาดหวังคลาคล่ำอยู่เบื้องหน้า ดวงตาทุกดวงต่างจับจ้องเธอในทุกอากัปกิริยา หัวใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำในทรวงอก มือไม้พลันเริ่มสั่น
เธอคว้าไมโครโฟนอุ่นๆ ขึ้นมาแล้วกระแอม เสียงอันเงียบสงัดเข้าทักทายมิเคลา มีเพียงเสียงไออยู่ไกลๆ เท่านั้นที่แทรกขึ้นมา เธอเตือนตัวเองว่านี่คือคืนก่อนวันสมโภชนักบุญ เป็นวันที่สิ่งกีดขวางระหว่างภพนี้กับภพหน้าเบาบางลง เธอมีเรื่องราวในใจอยู่แล้ว เรื่องที่สำคัญ ถ้าเล่าให้ดี บางทีจูเลียนอาจได้ยินก็ได้
มิเคลาสูดหายใจลึก สายลมชื้นๆ ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิหอบเอาใบไม้สีทองปลิวม้วนรอบกายเธอ เธอสูดกลิ่นใบไม้และความชื้นที่แสบจมูกเข้าไป เธอกลืนกาแฟที่ยังทิ้งรสขมไว้ในปากไม่จากลิ้นไปไหน อีกาส่งเสียงร้องอยู่ไกลออกไปเหนือต้นโอ๊กเก่าแก่ มิเคลาหลับตาลง ความมืดสีแดงฉานใต้เปลือกตาเธอพลันมืดมิดยิ่งขึ้น หัวใจเธอเต้นช้าลง เธอถอนหายใจยาว ลมหายใจเธอกลายเป็นไอในอากาศที่หนาวเหน็บยามค่ำคืน ตอนนี้เธอรู้สึกตื่นตัว รู้สึกสดชื่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ และพร้อมจะเล่าเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว
มิเคลาพูดใส่ไมโครโฟนด้วยเสียงทุ้มต่ำชวนเสียวสันหลัง เธอเล่าเรื่องราวของสายลมที่พัดโหมในคืนฤดูใบไม้ผลิอันเย็นเยียบ เรื่องราวของเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ที่หายตัวไปก่อนรุ่งสาง เรื่องราวของเหยื่อผู้ถูกลืมที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของความมืด เรื่องราวของสุสานที่ทำให้ใจเต้นระรัว ด้วยความลับอันโหดร้ายที่คอยปิดซ่อนไว้ และเรื่องราวของราตรีอันเป็นนิรันดร์ภายใต้เงาของความตาย
มิเคลาชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้ายามราตรี ก่อนกล่าวว่าไม่มีความมืดมิดใดที่ปกคลุมแสงสว่างได้อย่างแท้จริง แม้ในคืนไร้จันทร์นี้ ฟากฟ้าก็ยังประดับประดาไปด้วยดวงดาวที่ดับสูญไปนาน
หมอกดำหนาพลันห้อมล้อมกายมิเคลาเอาไว้ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชม
และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบเจอกับมิเคลา รี้ด อีกเลย
กำลังใจและการดูแลอย่างดีจากเพื่อนๆ ทำให้มิเคลาปล่อยวางอดีตไว้ข้างหลังและเริ่มมองชีวิตในมุมใหม่ได้ เธอตื่นเต้นกับการลองสิ่งใหม่ๆ และค้นพบว่าการเล่าเรื่องราวที่แต่งขึ้นนั้นช่วยให้ตัวเองได้ระบาย เพื่อนๆ ต่างชื่นชอบเรื่องราวการฝ่าฝันอันตรายและการเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากของเธอ เธออ่านเรื่องสยองขวัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเสพอรรถรสของการหลบหนีอันน่าตื่นเต้นที่มันมอบให้ หน้าหนาวกลายเป็นฤดูโปรดของเธอ และเธอก็จัดงานฮาโลวีนอย่างยิ่งใหญ่อลังการทุกปีด้วยการเป็นเจ้าภาพเล่าเรื่องสยองขวัญในค่ำคืนอันน่าตื่นเต้น การเล่นเกมน่ากลัวๆ และอาหารอร่อยๆ ที่ทำเองที่บ้าน
ตลอดหลายปีนั้น เธอยังสนใจเรื่องการใช้เวทมนตร์คาถา รวมทั้งฝึกการให้พรด้านสว่าง คาถาจากพืช และการดูลายมือด้วย เธอปลูกต้นเซจ มักเวอร์ต และลาเวนเดอร์ เพื่อทำของโฮมเมดอย่างบอดี้บัตเทอร์ สบู่ และโลชั่นทาผิว เธอปรารถนาว่าวันหนึ่งจะยังชีพได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองทำขึ้นสำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
ระหว่างนั้น เธอทำงานเป็นบาริสตาที่มูนสโตน ร้านกาแฟเก๋ไก๋สไตล์อินดี้ในย่านศิลปะของเมือง ทุกคืนวันศุกร์ เธอจะจัดเวทีเปิดไมค์ที่ร้านกาแฟ เพื่อเล่าเรื่องต่างๆ ให้เหล่าลูกค้าฟังกันสดๆ จูเลียนซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและรูมเมทของเธอบันทึกโชว์ส่วนหนึ่งเอาไว้แล้วนำไปโพสต์ออนไลน์ และเขายังส่งการแสดงหนึ่งของเธอไปให้เทศกาลฮาโลวีนไม่รู้จบ ซึ่งเป็นงานที่นักเล่าเรื่องผู้มีชื่อเสียงจะมาเล่าเรื่องบนเวทีกันในเทศกาลฮาโลวีน
เซอร์ไพรส์อันน่ายินดีมาถึงเมื่อมิเคลาได้รับอีเมลจากงานเทศกาลที่เชิญให้เธอไปทำการแสดงรอบชิงชนะเลิศในวันฮาโลวีน รางวัลชนะเลิศนั้นใหญ่โตพอให้เธอเริ่มไลน์การผลิตสินค้าได้เลยทีเดียว ความตื่นเต้นทำให้เธอเผาก้านสมุนไพรสีขาวในแต่ละห้องเพื่อขับไล่พลังงานด้านลบ จากนั้นก็เริ่มแต่งเรื่องสยองขวัญ
มิเคลาเขียนเรื่องลงในสมุดบันทึกทั้งคืนโดยเว้นตอนต้นเอาไว้ เธอมีเรื่องเล่าอยู่ในใจแล้ว แต่การจะขุดคุ้ยมันออกมาต้องใช้ทั้งความอดทนและความสามารถ ในคืนต่อมา ฝันร้ายก็เริ่มต้น เธอตื่นมากลางดึกพร้อมหายใจหอบอยู่เป็นสัปดาห์แล้ว ฝันร้ายนั้นเหมือนกันในทุกค่ำคืน เธอถูกลากลงตามขั้นบันไดเย็นเยียบ และถูกโยนไปไว้ในห้องใต้ดินมืดมิด จากนั้นปอดก็ร้อนเป็นไฟด้วยคมตะขอที่แทงเข้าทรวงอก ร่างมืดมิดร่างหนึ่งดึงตะขอแขวนเธอลอยจากพื้นอย่างช้าๆ จนกระทั่งความเจ็บปวดปลุกให้เธอตื่น ยิ่งเธอขัดเกลาเรื่องเล่าวันฮาโลวีนของตน ฝันร้ายก็ยิ่งมืดหม่นมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายวันผ่านไป ทั้งความอ่อนล้า ความวิตกกังวล และความเคร่งเครียดต่างรุมเร้ามิเคลา ด้วยความที่เสียสมาธิบ่อยๆ ทำให้กาแฟของเธอที่มูนสโตนนั้นทำอย่างเร่งรีบ ส่งกลิ่นแสบจมูก หรือบางครั้งก็เสิร์ฟผิด เธอไม่ได้ให้พรแก่เมล็ดกาแฟในยามเช้าอีกต่อไป และก็ไม่ได้คอยดูแลเรื่องสิ่งอัปมงคลที่ตกค้างในกากกาแฟด้วย พลังงานของเธอเจียนหมด และเวทมนตร์ก็ราวกับถูกสูบไป
เมื่อเธอกรีดร้องแล้วตื่นขึ้นกลางดึกในคืนหนึ่ง มิเคลาก็รู้สึกทนไม่ได้อีกต่อไป เธอขอให้จูเลียนคอยดูเธอตอนหลับและบันทึกทุกสิ่งที่ดูผิดปกติเอาไว้ จูเลียนตกลงและเริ่มบันทึกเมื่อมิเคลานอนลงบนเตียง
หลายนาทีต่อมา นิ้วมือของเธอก็เริ่มกระตุก ตามด้วยนิ้วเท้า ลมหายใจเธอเริ่มหนักหน่วง แล้วจูเลียนก็ต้องมองตาค้างอย่างตกตะลึง เมื่อร่างของมิเคลาลอยจากเตียงขึ้นไปในอากาศช้าๆ เขาตื่นตระหนก จับไหล่เธอเขย่าเพื่อปลุก แต่ก็ต้องหยุดเมื่อมิเคลาเริ่มกรีดร้องออกมา เขาคว้าโทรศัพท์เพื่อโทรเรียกรถพยาบาล แต่เสียงแตกดังสนั่นดึงความสนใจเขาไว้ เขามองไปตามโถงทางเดินแล้วเห็นเขี้ยวแมงมุมซี่โตกำลังกระแทกทะลุประตูห้องน้ำ
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้น มิเคลาก็พลันตื่นขึ้นมา เธอเห็นเขี้ยวแมงมุมสีดำกำลังบดขยี้ประตูห้องน้ำอยู่ จึงรีบกระโดดลงจากเตียง เธอปิดประตูห้องนอนดังโครม ก่อนตะโกนบอกจูเลียนให้มาช่วยกันกั้นประตูไว้ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร ไฟก็ดับลง ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด
เพียงไม่นานไฟก็มา ตามมาด้วยความเงียบสงัดอันน่าขนลุก มิเคลลากับจูเลียนหนีออกจากห้องนอนอย่างระมัดระวัง ประตูห้องน้ำดูไม่บุบสลายและไม่มีวี่แววความผิดปกติอันใด แต่จูเลียนบันทึกเสียงทั้งหมดไว้ได้
คืนไร้นิทราติดตามมา เมื่อมิเคลากลับไปที่ห้องหลังออกจากกะก็พบว่าจูเลียนไม่อยู่ มิเคลาอยากให้เขาลบบันทึกสยองของทั้งคู่ ซึ่งเขานำไปโพสต์ออนไลน์ พอสงสัยขึ้นมาว่าจูเลียนอาจอยู่ที่โรงเรียน เธอก็ออกจากห้องไป ประตูปิดลงตามหลัง พลางบดบังเสียงร้องอู้อี้จากในห้องน้ำเอาไว้
เมื่อใกล้ถึงรถ เธอก็หันไปมองข้างหลัง มิเคลารู้สึกว่า... ถูกจับตามอง เธอพึมพำเวทมนตร์ป้องกัน มือกำกุญแจแน่น ทันใดนั้น มีเงาหนึ่งกระโจนเกาะกำแพง เธอจึงวิ่งทันที เมื่อถึงรถ เธอก็รีบขึ้นไปแล้วล็อกประตู มิเคลาหายใจหอบพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่มีใครอยู่ที่นั่น บางทีเธออาจประสาทเสียไปแล้วก็ได้ เธอสตาร์ทเครื่องแล้วขับรถออกไป
วันต่อมาก็ยังหาจูเลียนไม่พบ มิเคลาติดต่อทุกคนที่รู้จัก เธอตามหาเขาทั้งวันและเฝ้ารอเขาทั้งคืน เธอว้าวุ่นและกังวลจนลืมไปเข้ากะที่มูนสโตน วันนี้เป็นวันฮาโลวีน และงานเทศกาลก็จัดขึ้นวันนี้ด้วย จูเลียนสมัครลงแข่งเล่าเรื่องให้เธอ เขาคอยให้กำลังใจทุกครั้งที่เธอไม่เชื่อมั่นในตัวเอง บางทีเขาอาจอยู่ที่งานแล้วก็ได้ แต่เรื่องที่ต้องเผชิญทั้งฝันร้ายกับการหายตัวไปของจูเลียนนั้น ทำให้เธอไม่ได้เตรียมเรื่องเล่าสำหรับการแข่งขันเลย เธอมองสมุดบันทึก มันเต็มไปด้วยการเริ่มเรื่องที่ผิดพลาด เธอควรจะอยู่บ้านอย่างกลัวๆ และไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือควรไปสานต่อสิ่งที่จูเลียนเริ่มไว้ให้จบดี การที่เธอชอบเล่าเรื่องสยองขวัญนั้นมีเหตุผลอยู่ เพราะมันทำให้เธอกล้าพอจะเผชิญหน้าทุกความท้าทายนั่นเอง
ค่ำวันนั้น เมื่อพิธีกรเรียกชื่อมิเคลาที่งานเทศกาลฮาโลวีนไม่รู้จบ เธอก็ก้าวขึ้นเวทีอย่างกล้าหาญ เดรสสีดำที่สวมอยู่ดูเข้ากันได้กับหมวกแม่มดปีกกว้าง เธอหวังว่าจะพบจูเลียนอยู่ในฝูงชน แต่ก็หาไม่เจอ และการมองตรงไปยังฝูงชนก็เป็นเรื่องผิดพลาด ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความคาดหวังคลาคล่ำอยู่เบื้องหน้า ดวงตาทุกดวงต่างจับจ้องเธอในทุกอากัปกิริยา หัวใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำในทรวงอก มือไม้พลันเริ่มสั่น
เธอคว้าไมโครโฟนอุ่นๆ ขึ้นมาแล้วกระแอม เสียงอันเงียบสงัดเข้าทักทายมิเคลา มีเพียงเสียงไออยู่ไกลๆ เท่านั้นที่แทรกขึ้นมา เธอเตือนตัวเองว่านี่คือคืนก่อนวันสมโภชนักบุญ เป็นวันที่สิ่งกีดขวางระหว่างภพนี้กับภพหน้าเบาบางลง เธอมีเรื่องราวในใจอยู่แล้ว เรื่องที่สำคัญ ถ้าเล่าให้ดี บางทีจูเลียนอาจได้ยินก็ได้
มิเคลาสูดหายใจลึก สายลมชื้นๆ ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิหอบเอาใบไม้สีทองปลิวม้วนรอบกายเธอ เธอสูดกลิ่นใบไม้และความชื้นที่แสบจมูกเข้าไป เธอกลืนกาแฟที่ยังทิ้งรสขมไว้ในปากไม่จากลิ้นไปไหน อีกาส่งเสียงร้องอยู่ไกลออกไปเหนือต้นโอ๊กเก่าแก่ มิเคลาหลับตาลง ความมืดสีแดงฉานใต้เปลือกตาเธอพลันมืดมิดยิ่งขึ้น หัวใจเธอเต้นช้าลง เธอถอนหายใจยาว ลมหายใจเธอกลายเป็นไอในอากาศที่หนาวเหน็บยามค่ำคืน ตอนนี้เธอรู้สึกตื่นตัว รู้สึกสดชื่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ และพร้อมจะเล่าเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว
มิเคลาพูดใส่ไมโครโฟนด้วยเสียงทุ้มต่ำชวนเสียวสันหลัง เธอเล่าเรื่องราวของสายลมที่พัดโหมในคืนฤดูใบไม้ผลิอันเย็นเยียบ เรื่องราวของเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ที่หายตัวไปก่อนรุ่งสาง เรื่องราวของเหยื่อผู้ถูกลืมที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของความมืด เรื่องราวของสุสานที่ทำให้ใจเต้นระรัว ด้วยความลับอันโหดร้ายที่คอยปิดซ่อนไว้ และเรื่องราวของราตรีอันเป็นนิรันดร์ภายใต้เงาของความตาย
มิเคลาชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้ายามราตรี ก่อนกล่าวว่าไม่มีความมืดมิดใดที่ปกคลุมแสงสว่างได้อย่างแท้จริง แม้ในคืนไร้จันทร์นี้ ฟากฟ้าก็ยังประดับประดาไปด้วยดวงดาวที่ดับสูญไปนาน
หมอกดำหนาพลันห้อมล้อมกายมิเคลาเอาไว้ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชม
และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบเจอกับมิเคลา รี้ด อีกเลย